การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้การขนส่งมีราคาถูกลง ห่วงโซ่อุปทานของการผลิตและการให้บริการสั้นลง ในวันที่ตัวกลางในการดำเนินการต่างๆ ถูกลดความสำคัญลงเรื่อยๆ การใช้ Block Chain ในการติดตามห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ลูกค้าสามารถติดตามเวลาในการส่งสินค้าหรือความคืบหน้าในการให้บริการข้อมูลของผู้ให้บริการได้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทไม่สามารถคำนึงถึงเพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการบริหารห่วงโซ่อุปทานได้ กลุ่มบริษัทจึงให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในด้านต่างๆ อาทิ ความเสี่ยงด้านต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง ความเสี่ยงในการหยุดชะงักของธุรกิจ รวมถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environmental Social and Governance: ESG) ที่อาจเกิดจากการดำเนินงานของคู่ค้า นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยังจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมภายในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าและบริการของกลุ่มบริษัทด้วย เช่น ประเด็นเรื่องแรงงาน และผลกระทบเชิงลบทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม อันเป็นผลจากการบริหารจัดการที่ไม่ครอบคลุมทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น ผู้มีส่วนได้เสียจึงคาดหวังให้กลุ่มบริษัทบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานโดยคำนึงถึงปัจจัยทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน บริษัทฯ จึงมีแนวทางในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกคู่ค้า การควบคุมคุณภาพของสินค้าและบริการของคู่ค้าจนถึงกระบวนการประเมินผลการดำเนินงานประจำปี อีกทั้ง บริษัทฯ ยังสามารถติดตาม ตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น และแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ตลอดจนการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทที่จะดำเนินธุรกิจร่วมกับคู่ค้าด้วยความโปร่งใสตอบสนองต่อแผนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพจะสามารถลดค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนการผลิตและช่วยส่งเสริมคู่ค้าให้เติบโตไปด้วยกัน ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อส่วนรวม และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจทำให้กลุ่มบริษัทสูญเสียความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ สูญเสียภาพลักษณ์ ฐานลูกค้าอาจลดลง จนอาจเกิดความล้มเหลวในการดำเนินธุรกิจได้

บริษัทซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าและให้บริการต่างๆ จึงมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการให้แก่ผู้บริโภค บริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน จึงได้มีการจัดทำจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจ (Supplier Code of Conduct) รวมทั้งได้ออกระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกคู่ค้า โดยการดำเนินงานของคู่ค้าต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทฯ และที่สำคัญต้องให้ความสำคัญกับสังคม สิ่งแวดล้อม และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และกฎข้อบังคับสากลต่างๆ ด้วย ทั้งนี้ มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อทำการตรวจสอบให้มั่นใจว่าการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าวเป็นไปด้วยความโปร่งใสและปฏิบัติตามกฎกติกาที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ ได้กำหนดให้คู่ค้าของบริษัทฯ ลงนามรับทราบจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจของบริษัทฯ และยินยอมให้มีการเข้าตรวจสอบกระบวนการผลิตและการให้บริการว่าเป็นไปตามข้อกำหนดของบริษัทฯ รวมถึงการจัดให้มีการดำเนินการตรวจสอบภายในสำหรับทุกบริษัทในเครือ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคู่ค้าได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือข้อบังคับตามที่กำหนดของบริษัทฯ อาทิ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจร้านอาหารเฟรนไชส์จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับคู่ค้าของเจ้าของเฟรนไชส์ หรือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการเดินเรือ จำเป็นต้องมีบริษัทตรวจสอบจากภายนอกที่ได้รับการรับรองมาร่วมตรวจสอบด้านการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามหลักข้อปฏิบัติสากลด้วย

แนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของคู่ค้า

  1. จัดซื้อจัดจ้างโดยคำนึงถึงความคุ้มค่า มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งในด้านคุณภาพ ราคา และการให้บริการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับบริษัทฯ
  2. จัดซื้อจัดจ้างโดยมุ่งเน้นด้านจริยธรรมทางธุรกิจ ไม่เอาเปรียบคู่ค้า และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจน เปิดเผยและปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของคู่ค้า
  3. จัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ ปฎิบัติตามระเบียบข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมถึงมีการบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายในกิจการที่ดี
  4. จัดซื้อจัดจ้างและบริหารจัดการคู่ค้าอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และธรรมภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Environmental , Social and Governance : ESG) รวมถึงการกำกับดูแลคู่ค้าให้ดำเนินการตามจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจ (Supplier Code of Conduct) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

การคัดเลือกคู่ค้าของบริษัทฯ

เมื่อมีความจำเป็นต้องมีการจัดหาสินค้าและบริการ เจ้าหน้าที่จัดซื้อทำการคัดเลือกคู่ค้าจากรายชื่อคู่ค้าที่ขึ้นทะเบียน (Approved Supplier List) และดำเนินการ ดังต่อไปนี้

  1. ให้ข้อมูลความต้องการจัดหาสินค้าและ/หรือบริการที่ถูกต้องชัดเจน เพียงพอ เป็นธรรมต่อคู่ค้าทุกรายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการจัดหาครั้งนั้น เพื่อให้โอกาสคู่ค้าที่มีคุณสมบัติได้นำเสนอสินค้าและ/หรือบริการอย่างเท่าเทียม
  2. การคัดเลือกขั้นแรกยึดหลักการพิจารณา โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าและ/หรือบริการ ราคาที่เหมาะสม รวมถึงข้อกำหนดอื่นๆ ที่จำเป็น โดยคู่ค้าที่ผ่านการคัดเลือกขั้นแรกต้องจัดทำแบบประเมินตนเอง ซึ่งครอบคลุมด้านสินค้าและบริการ ด้านการดำเนินธุรกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติการจัดหาในขั้นตอนถัดไป
  3. เจ้าหน้าที่จัดซื้อพิจารณาแบบประเมินตนเองจากคู่ค้า ร่วมกับคุณภาพของสินค้าและ/หรือบริการ ราคา และข้อกำหนดอื่นๆ ที่จำเป็น
    • คะแนนมากกว่าร้อยละ 70 ถือว่าผ่านการประเมิน ให้รวบรวมผลนำเสนอให้ผู้มีอำนาจอนุมัติ
    • คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 70 ถือว่าไม่ผ่านการประเมิน ให้เจ้าหน้าที่จัดซื้อแจ้งผลกับคู่ค้า และร่วมกันกำหนดแนวทางการป้องกันประเด็นที่อาจส่งผลกระทบด้านความยั่งยืนกับบริษัทฯ
  4. คู่ค้าที่ผ่านการอนุมัติแล้วจะถูกกำหนดสถานะว่าเป็นคู่ค้าหลัก หรือคู่ค้ารอง โดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มคู่ค้า
  5. หลังจากได้เข้าร่วมทะเบียนคู่ค้าแล้ว คู่ค้าจะต้องผ่านการประเมินประสิทธิภาพการทำงานรายปี (Yearly Performance Evaluation) ผ่านแบบประเมินคู่ค้าโดยบริษัทฯ เป็นผู้ประเมิน ร่วมกับแบบประเมินตนเองของคู่ค้า เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน อีกทั้งในระหว่างปี บริษัทฯ สามารถร้องเรียนและนำเสนอปัญหาที่เกิดจากการใช้งานหรือประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลองค์กรได้ โดยบริษัทฯ จะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง พิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหา และให้คำแนะนำประกอบกับวางแผนพัฒนาศักยภาพคู่ค้าร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้องจากทุกหน่วยงานและคู่ค้าก่อนการประเมินอีกครั้ง

หลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มคู่ค้า

บริษัทฯ กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มประเภทคู่ค้า ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินงานด้านการจัดซื้ออย่างเป็นระบบ รวมถึงนำไปเป็นข้อมูลในการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจำแนกหลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มคู่ค้า ดังนี้

  1. คู่ค้าหลัก (Critical Supplier)
    คู่ค้าที่มีมูลค่าสัญญาสูง คู่ค้าที่มียอดการใช้จ่ายสูง สินค้าทดแทนยาก และอยู่ในกลุ่มของชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่สำคัญต่อกระบวนการผลิต และมีความเสี่ยงสูงมากหรือความเสี่ยงสูง โดยบริษัทฯ กำหนดให้คู่ค้ากลุ่มนี้มีการประเมินผลการทำงานทุกปีผ่านแบบประเมินคู่ค้าโดยบริษัทฯ เป็นผู้ประเมิน ร่วมกับแบบประเมินตนเองของคู่ค้า และ/หรือเยี่ยมชมพื้นที่การปฏิบัติงาน (On Site Audit) โดยผ่านขั้นตอนการตรวจสอบด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม และการประเมินการตรวจสอบด้านการปฏิบัติอย่างยั่งยืน
  2. คู่ค้ารอง (Non-Critical Supplier)
    คู่ค้าที่มียอดการใช้บริการปานกลางหรือมูลค่าสัญญาต่ำ และมีความเสี่ยงอยู่ในระดับกลางหรือความเสี่ยงต่ำ ซึ่งบริษัทฯ กำหนดให้มีการประเมินผลการทำงานเป็นประจำทุกปีผ่านแบบประเมินคู่ค้าโดยบริษัทฯ เป็นผู้ประเมิน ร่วมกับแบบประเมินตนเองของคู่ค้า และการประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประเมินความเสี่ยงของคู่ค้า

ปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารห่วงโซ่อุปทาน คือ การประเมินความเสี่ยง โดยเบื้องต้นบริษัทฯ มีระบบจัดการความเสี่ยงของคู่ค้า ประกอบด้วย การประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน การตอบแบบประเมินคู่ค้าโดยบริษัทฯ และแบบประเมินตนเองของคู่ค้า เพื่อระบุคู่ค้าที่มีความสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน และเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นคู่ค้าของบริษัทฯ โดยแต่ละประเด็นมีรายละเอียด ดังนี้

  1. ประเด็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ เช่น ความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาวัตถุดิบ เป็นต้น
  2. ประเด็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษทางเสียงและแรงสั่นสะเทือน การใช้น้ำและปล่อยน้ำเสีย การใช้พลังงาน การจัดการของเสีย วัตถุดิบ หรืออุปกรณ์ที่มีสารพิษ และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น
  3. ประเด็นความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล เช่น การทุจริต การหลีกเลี่ยงภาษี การแข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรม และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
  4. ประเด็นความเสี่ยงด้านสังคม เช่น การจัดการด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน สุขภาพและความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นต้น

ในปี 2564 บริษัทมีการประเมินความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมที่เกิดจากคู่ค้า พบว่า ไม่มีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ

โทรีเซน ชิปปิ้ง

การบริหารห่วงโซ่อุปทานเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่จะช่วยขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันและการดำเนินงาน บริษัทมุ่งเน้นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด รวมถึงการพิจารณาถึงความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น การวางแผนหาทางป้องกันความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และการกำหนดแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งคำนึงถึงการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจร่วมกับคู่ค้าทุกกลุ่มให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการประเด็นด้านความยั่งยืนทั้งด้านการกำกับดูแล สังคมและสิ่งแวดล้อมในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเพื่อพัฒนาองค์กรและคู่ค้าให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

PHC

Supplier Audit Standards (มาตรฐานการตรวจสอบคู่ค้า)

PHC ซึ่งเป็นธุรกิจเฟรนไชส์ของบริษัท ยัม แบรนด์ส อิงค์ จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับคู่ค้าของเจ้าของ เฟรนไชส์ เพื่อตอบสนองภารกิจของบริษัท ยัม แบรนด์ส อิงค์ ในการเป็นแบรนด์ที่ชื่นชอบของผู้บริโภคและส่งมอบความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าร้อยละ 100 ดังนั้นการที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ PHC จะถือปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยและคุณภาพของอาหารในทุกขั้นตอน เริ่มต้นด้วยการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ กระบวนการผลิตที่ดี การจัดเก็บผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป รวมไปถึงการขนส่ง และการกระจายสินค้าไปยังร้าน PHC มาตรฐานเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารจากคู่ค้า มุ่งเน้นไปที่การสร้างคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารในทุกกระบวนการผลิต โดยคู่ค้าต้องได้รับการประเมินในมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งการตรวจสอบดังกล่าวถูกดำเนินการโดยผู้ตรวจสอบที่ได้รับการรับรองและอนุมัติแล้วเท่านั้น และได้มีการแบ่งการตรวจสอบคู่ค้าตามประเภท เพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนี้

  1. Food Safety Audit คือ การตรวจสอบที่ครอบคลุมในเรื่องความปลอดภัยของอาหารและสุขอนามัยที่เฉพาะเจาะจงตามที่กำหนด
  2. Quality System Audit คือ การตรวจสอบในเรื่องประสิทธิภาพการผลิตสินค้า และระบบการควบคุมคุณภาพของ ซัพพลายเออร์
  3. Distribution Audit คือ การตรวจสอบในเรื่องคุณภาพของคลังสินค้า มาตรฐานในการจัดเก็บสินค้าว่าเป็นไปตามข้อกำหนดของประเภทสินค้า การป้องกันการปนเปื้อนระหว่างสินค้าที่จัดเก็บ และการตรวจสอบในเรื่องคุณภาพของการขนส่งผลิตภัณฑ์ว่าขนส่งภายใต้ข้อกำหนดของสินค้านั้น เช่น เรื่องอุณหภูมิ ความสะอาดของรถ สุขอนามัยของพนักงานขนส่ง ขั้นตอนการจัดสินค้าขึ้นและลงจากรถขนส่ง เป็นต้น
  4. Packaging Audit คือ การตรวจสอบที่ครอบคลุมข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารที่เฉพาะเจาะจง
  5. GFSI (Global Food Safety Initiative) Certification ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับนานาชาติที่จัดทำขึ้น โดยวัตถุประสงค์ในการสร้างมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยของอาหาร และสุขอนามัย ในกรณีที่คู่ค้ามีการจัดทำระบบมาตรฐานคุณภาพและได้รับผลการประเมิน GFSI ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดของทาง PHC สามารถใช้เอกสารดังกล่าวแจ้งเพื่อยกเว้นการตรวจสอบตามมาตรฐานของ PHC ได้

การตรวจสอบออนไลน์จากระยะไกล (YUM! Remote Audit)

การตรวจสอบที่โรงงานเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการประเมินประสิทธิภาพของคู่ค้าตามเกณฑ์การตรวจสอบ แต่เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ภายในประเทศตลอดเวลา ทำให้มีข้อจำกัดในเรื่องการเดินทางและการเข้าไปตรวจสอบที่โรงงาน การตรวจสอบออนไลน์จากระยะไกลจึงเป็นตัวเลือกที่เข้ามาทดแทนได้เป็นอย่างดีในปี 2564 นี้ การตรวจสอบระยะไกลจะดำเนินการโดยผู้ตรวจสอบของบริษัท ยัม แบรนด์ส อิงค์ ซึ่งโปรแกรมนี้ได้รับการพัฒนากระบวนการตรวจสอบ และรายละเอียดขั้นตอนต่างๆ ให้เสมือนกับการตรวจสอบที่โรงงาน อย่างไรก็ดีการตรวจสอบเอกสาร จะใช้การส่งและบันทึกหน้าจอที่ใช้ร่วมกันในขณะตรวจเพื่อความโปร่งใส ดังนั้นการตรวจสอบออนไลน์จึงเป็นวิธีการที่นำเทคโนโลยีมาใช้ให้ได้ซึ่งข้อมูลและหลักฐานที่ครบถ้วนเป็นรูปธรรมจากระยะไกล และเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ผลิตจะสามารถปฏิบัติและผลิตสินค้าได้ตรงตามเกณฑ์ของบริษัท ยัม แบรนด์ส อิงค์ อยู่เสมอ หรือหากมีสิ่งที่ต้องแก้ไขปรับปรุง ก็สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที

AIM

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เป็นปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน หรือภาคธุรกิจ เนื่องจากสภาวะตลาด รวมไปถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง นอกจากจะต้องปรับตัวเพื่อตั้งรับกับสภาวการณ์ใหม่ๆ แล้ว ยังต้องใช้ “การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน” มาบริหารความสัมพันธ์ และกระบวนการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น ได้บริการที่มีคุณภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งยึดหลักบรรษัทภิบาลที่ดี ดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางแบบมีส่วนร่วมและยั่งยืน ดังนั้นบริษัทจึงอยู่ระหว่างการศึกษาการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้มีศักยภาพร่วมกับคู่ค้าทุกกลุ่มให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆกัน

การจัดหาวัตถุดิบ

การจัดหาวัตถุดิบ

กลุ่มบริษัทโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีความมุ่งมั่นในการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัยจากผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และให้ความใส่ใจในการจัดหาวัตถุดิบเป็นอย่างมาก เนื่องจากการประกอบอุตสาหกรรมอาหารจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าเป็นอันดับแรก เพราะหมายถึงการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า นอกจากนั้น ต้องคำนึงถึงการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กลุ่มคู่ค้าซึ่งถือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทฯ ต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจของบริษัทฯ

โทรีเซน ชิปปิ้ง

บริษัทมีการทำงานโดยยึดกรอบนโยบายด้านการจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบ สินค้า รวมถึงการจัดหาจัดจ้างผู้ให้บริการ โดยมุ่งเน้นคุณภาพ ความรวดเร็ว การบริหารจัดการต้นทุนที่ดี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร และเพื่อให้การทำงานเป็นไปได้อย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพสูงสุด และตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน โดยมุ่งหวังในการพัฒนาองค์กรและคู่ค้าให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง

ทั้งนี้บริษัทซึ่งดำเนินธุรกิจการขนส่งทางทะเล ซึ่งเป็นธุรกิจที่ก่อให้เกิดผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านมลภาวะทางน้ำ และ/หรือ ทางอากาศ ดังนั้นบริษัทจึงมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ รวมถึงการพัฒนาแผนงานเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานให้มากที่สุด บริษัทได้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ (low sulphur fuel oil) แทนน้ำมันเตากำมะถันสูง (high sulphur fuel oil) รวมถึงการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในการเดินเรือ บริษัทจะพิจารณาตามแผนการเดินเรือในแต่ละเที่ยว โดยดูจากปริมาณน้ำมัน ประเภทน้ำมัน และท่าเรือที่จะใช้เติมน้ำมัน รวมทั้งตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานของบริษัทผู้ค้าน้ำมันทั้งภายในและภายนอกประเทศเพื่อให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพสูงสุด

PHC และ STC

PHC และ STC ซึ่งเป็นธุรกิจเฟรนไชส์ของบริษัท ยัม แบรนด์ส อิงค์ ต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของการเป็นบริษัทเฟรนไชส์ ซึ่งรวมถึงการจัดหาวัตถุดิบต้องได้คุณภาพตามมาตรฐานที่เจ้าของเฟรนไชส์กำหนด รวมทั้งแหล่งที่มาของวัตถุดิบก็ถูกกำหนดไว้ด้วยเช่นกัน โดย PHC และ STC ได้ปฏิบัติตามนโยบายการจัดหาน้ำมันปาล์มและบรรจุภัณฑ์จากป่าปลูกของบริษัท ยัม แบรนด์ส อิงค์ อีกทั้ง STC ยังมีนโยบายการใช้กระดาษที่ผลิตด้วยต้นไม้จากป่าปลูก โดยไม่มีการใช้ไม้จากป่าธรรมชาติ จึงไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ในกระบวนการจัดหาวัตถุดิบ วัตถุดิบทุกชนิดที่นำเข้าสู่กระบวนการผลิตต้องผ่านการทดสอบความปลอดภัยด้านอาหารและตรวจสอบด้านคุณภาพตามนโยบายของบริษัท ยัม แบรนด์ส อิงค์เช่นกัน

ในการจัดหาวัตถุดิบ บริษัทได้มีแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการสรรหาวัตถุดิบและการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อดำเนินการจัดซื้อวัตถุดิบให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด รวมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเป็นบุคคลซึ่งคนละกลุ่มกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานจัดซื้อ เพื่อดำเนินการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความโปร่งใสอีกด้วย สำหรับ PHC และ STC ได้มอบหมายให้ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Procurement Manager) ทำหน้าที่ในการดำเนินการจัดหาวัตถุดิบ รวมถึงติดตามตรวจสอบวัตถุดิบให้เป็นไปตามมาตรฐานของบริษัท ยัม แบรนด์ส อิงค์

บริษัทมีการดำเนินงานด้านการจัดหาวัตถุดิบกับคู่ค้าของบริษัท โดยการออกใบรับรองให้กับคู่ค้าเพื่อหลีกเลี่ยงคู่ค้าที่ประกอบธุรกิจโดยปราศจากจรรยาบรรณทางธุรกิจ รวมถึงการไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น PHC ยังดำเนินธุรกิจร่วมกับบริษัท SCG ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับความไว้วางใจในการผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลิตจากต้นไม้จากป่าปลูก ไม่ทำลายป่าธรรมชาติ และสามารถย่อยสลายได้ ทั้งนี้ การประเมินและตรวจสอบคู่ค้าถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษต้องมีมาตรฐานผ่านการรับรอง ได้แก่ สภาควบคุมป่าไม้ (Forest Stewardship Council: FSC), โครงการสำหรับการเทียบเคียงการรับรองป่าไม้ (Program for the endorsement of Forestry Certification: PEFC) หรือ การรับรองความริเริ่มด้านป่าไม้อย่างยั่งยืน (Sustainable Forestry Initiative: SFI) และนอกจากนั้น บริษัทยังดำเนินการตรวจสอบราคาและคู่ค้าเป็นประจำทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตนั้นมีคุณภาพ ปลอดภัย และไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

AIM

การให้บริการการบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย งานวางท่อ และซ่อมแซมท่อประปา มีวัสดุและอุปกรณ์หลักที่ใช้ในกระบวนการทำงาน ได้แก่ ท่อ ท่อประปาทุกประเภท เช่น ท่อพีวีซี ท่อ HDPE เป็นต้น และอุปกรณ์ประกอบติดตั้งประปา เช่น ข้อต่อ ข้องอ เป็นต้น บริษัทจะจัดซื้อสินค้าและอุปกรณ์ดังกล่าวจากโรงงานผู้จำหน่ายที่ผ่านการรับรองจากการประปาส่วนภูมิภาคและการประปานครหลวง โดยจะพิจารณาถึงการแข่งขันทางด้านราคาที่เหมาะสมกับการใช้งาน และการให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม

คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการ

คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการ

คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจด้านสุขภาพและนิยมสินค้าหรือบริการเพื่อสุขภาพรวมถึงสินค้าออร์แกนิคมากขึ้น เช่น การเจ็บป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บหรือความเสี่ยงจากการแพ้อาหารบางประเภท ก็ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องคำนึงให้มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการมากกว่าปริมาณของสินค้าและบริการที่มอบให้กับผู้บริโภคมากขึ้น

โทรีเซน ชิปปิ้ง

โทรีเซน ชิปปิ้งมีความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานการบริการให้มีคุณภาพที่ดี สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ทั้งนี้บริษัทมีความเชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ในการให้บริการขนส่งสินค้าแห้งเทกองทางทะเลทั้งในส่วนสินค้ากลุ่มหลัก อาทิ ถ่านหิน แร่/สินแร่ และเมล็ดธัญพืช และในส่วนของสินค้าแห้งเทกองกลุ่มย่อย อาทิ เหล็ก ปุ๋ย ซีเมนต์ ผลผลิตทางการเกษตร และอื่นๆ ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของบริษัท จึงสามารถสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือให้แก่ลูกค้าของบริษัทได้เป็นอย่างดี ว่าจะได้รับการบริการที่ดี และมีประสิทธิภาพสูงสุด

PHC และ STC

การให้บริการอาหารที่ไม่มีคุณภาพและความปลอดภัยต่อผู้บริโภคจะส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิต สุขอนามัย และความปลอดภัยของผู้บริโภค และท้ายที่สุดจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกลุ่มบริษัท การแก้ไขปัญหาดังกล่าวนอกจากต้องใช้ระยะเวลาและต้นทุนแล้ว หากถึงขั้นต้องยุติการประกอบกิจการ จะมีผลกระทบต่อพนักงานที่ต้องตกงาน ขาดรายได้เข้าไปจุนเจือครอบครัว ดังนั้นการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของอาหารจะสามารถช่วยลดต้นทุนในการแก้ปัญหา นอกจากทำให้ลูกค้ามีสุขภาพดีแล้ว ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและมีการบริโภคสินค้าหรือบริการอย่างต่อเนื่อง อันจะส่งผลให้กลุ่มบริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

บริษัทประกอบธุรกิจด้านอาหารในลักษณะเฟรนไชส์ของร้านอาหารพิซซ่า ฮัท และทาโก้ เบล ดังนั้นบริษัทจึงต้องมีความรับผิดชอบในการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายด้านสุขภาพต่อผู้บริโภค บริษัทมีนโยบายควบคุมความปลอดภัยของอาหาร โดยผู้จัดการร้านทุกสาขาต้องได้รับใบอนุญาตผู้สัมผัสอาหารจากกระทรวงสาธารณสุข และปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎหมายอาหารปลอดภัยของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมทั้งมีนโยบายด้านการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารตามข้อกำหนดของบริษัท ยัม แบรนด์ส อิงค์ ซึ่งเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ (Franchise Policy) นอกจากนี้บริษัทยังมีความมุ่งมั่นในการบรรลุตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรฐาน ISO ต่างๆ, มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) และมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงระบบบริหารคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง บริษัทมีการจัดอบรมคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารให้แก่พนักงานภายในร้านทุกคน ทั้งในรูปแบบห้องเรียนและรูปแบบออนไลน์ เช่น พนักงานต้องล้างมือทุกครั้งเมื่อเข้าไปในบริเวณประกอบอาหารและก่อนสัมผัสอาหาร เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ปรุงภายในร้านมีความสะอาดและปลอดภัยก่อนส่งมอบให้กับลูกค้า เป็นต้น รวมถึงการฝึกอบรมให้กับคู่ค้าในรูปแบบห้องเรียนและการฝึกสอนให้รายบุคคลทุกปี เพื่อให้คู่ค้ามีความเข้าใจในมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับสินค้าที่ผลิตให้กับบริษัท

โดยในปี 2564 พนักงานในร้านพิซซ่า ฮัท และทาโก้ เบลล์ ทุกคนได้ผ่านการอบรมด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้วและมีคู่ค้าที่ผ่านการฝึกอบรมมาตรฐานความปลอดภัย ร้อยละ 100 ของคู่ค้าของร้านพิซซ่า ฮัท ทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทผักจากผู้ผลิตที่จัดทำ Good Agricultural Practice Standard (GAP) และมีนโยบายการควบคุมความปลอดภัยทางด้านอาหารอีกด้วย

ตารางแสดงผลการดำเนินงานการฝึกอบรมด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการ
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร ร้อยละของผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร
ปี 2562 ปี 2563 ปี 2564
พนักงาน 100 100 100
คู่ค้า 100 100 100

PHC และ STC มีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค บริษัทจึงมีเป้าหมายดำเนินการตรวจสอบด้านความปลอดภัยร้านอาหาร รวมถึงคู่ค้าทุกรายเป็นประจำทุกปี และสาขาของบริษัทจะต้องได้รับการตรวจสอบให้ผ่านตามข้อกำหนดมาตรฐาน ประกอบด้วย มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร มาตรฐานแบรนด์ และมาตรฐานกฎหมายภายในประเทศฯ เฉลี่ยปีละ 2.25 ครั้ง โดยบริษัทตรวจสอบจากภายนอกที่ได้รับการรับรองและมีความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารที่เจ้าของเฟรนไชส์เป็นผู้มอบหมายมา เพื่อวิเคราะห์ปัญหาของแต่ละร้านและทำการแก้ไขปรับปรุง

สืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในปี 2564 ทำให้บางพื้นที่กลายเป็นพื้นที่ควบคุม และไม่อนุญาตให้มีการเข้าสู่พื้นที่บริเวณดังกล่าวในช่วงเดือนที่กำหนด ทำให้ร้านอาหารบางร้านมีการตรวจสอบมาตรฐานแบบทางไกล (ตรวจสอบแบบรีโมททางออนไลน์) ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่

ร้านพิซซ่า ฮัท มีผู้จัดการร้านในแต่ละสาขาเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารและมีหน้าที่ในการดำเนินการตรวจสอบ นอกจากนั้นยังมีคณะกรรมการอาหารปลอดภัย (Food Safety Committee) ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ประกันคุณภาพวัตถุดิบจำนวน 2 คน และเจ้าหน้าที่ประกันคุณภาพส่วนของร้านอาหารจำนวน 2 คน โดยมีการประชุมเกี่ยวกับผลการตรวจสอบ ซึ่งจะนำไปหารือเพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการบริการ และนำไปเสนอต่อหัวหน้าทีม ทีมจัดการร้านและแผนกต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจในกระบวนการดำเนินงานรวมถึงคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารก่อนส่งถึงผู้บริโภค นอกจากนี้ สำหรับ PHC ยังมีข้อมูลด้านโภชนาการ (Nutrition Transparency) เปิดเผยบนเว็บไซต์เพื่อเป็นข้อมูลสารอาหารให้กับผู้บริโภคอีกด้วย

กระบวนการตรวจสอบร้านอาหารพิซซ่า ฮัท
กระบวนการตรวจสอบข้อร้องเรียน
ตารางแสดงจำนวนข้อร้องเรียนด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการ
จำนวนข้อร้องเรียน (ครั้ง) ปี 2562 ปี 2563 ปี 2564
จำนวนข้อร้องเรียนที่ได้รับทั้งหมด 430 416 282
จำนวนข้อร้องเรียนที่ได้รับการแก้ไข 430 416 282

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ Call Center หมายเลขโทรศัพท์ 1150 เว็บไซต์ของบริษัท www.pizzahut.co.th และทาง Social Media ที่ www.facebook.com/pizzahutthailand ซึ่งหากมีข้อร้องเรียนด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการ หน่วยงาน call center จะเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบในขั้นต้น และรายงานต่อหน่วยงานฝ่ายปฏิบัติการเพื่อดำเนินการตรวจสอบ เมื่อพิจารณาผลการตรวจสอบแล้วจะดำเนินการแก้ไขและดำเนินการชดเชยให้แก่ลูกค้าโดยฝ่ายปฏิบัติการ จากนั้นบริษัทจะสรุปประเด็นข้อร้องเรียน เพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในอนาคตต่อไป

PHC ได้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (Safety & Health Administration: SHA) ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานภาคสมัครใจสำหรับผู้ประกอบการ หรือข้อกำหนดเบื้องต้นที่สถานประกอบการพึงมี เพื่อป้องกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งมาจากมาตรการด้านสาธารณสุขบวกกับมาตรฐานของสินค้าทางการท่องเที่ยว โดยกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจัดทำสัญลักษณ์ SHA เพื่อรับรองคุณภาพของสถานประกอบการนั้นๆ และเมื่อได้รับสัญลักษณ์แล้ว ผู้ประกอบการจะถูกประเมิน รวมถึงมีการสุ่มตรวจจากหน่วยงานภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นระยะอีกด้วย ซึ่งผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า PHC เป็นหนึ่งในสถานประกอบการที่ดำเนินการปรับปรุงสถานประกอบการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย

PHC ได้รับความเห็นชอบจากกรมอนามัยให้เป็นหน่วยงานจัดการอบรมผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร เนื่องจากผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร นับว่าเป็นบุคคลสำคัญในการจัดหาวัตถุดิบ ปรุง ประกอบอาหาร และให้บริการอาหารที่สะอาดปลอดภัย รวมถึงมีคุณค่าทางโภชนาการ จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ หลักการสุขาภิบาล และสุขวิทยาส่วนบุคคล รวมถึงกฏหมายที่เกี่ยวข้อง พนักงานของ PHC ถือเป็นผู้สัมผัสอาหารที่ต้องผ่านการอบรมดังกล่าว PHC จึงแสดงความประสงค์ขอความเห็นชอบจากกรมอนามัยเพื่อเป็นหน่วยงานการจัดการอบรม ซึ่งได้รับความเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2564 ส่งผลให้ PHC สามารถฝึกอบรมพนักงานของ PHC เองได้อย่างเต็มที่ และพนักงานของ PHC สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติอย่างถูกต้องและสามารถบริการอาหารที่สะอาด ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค รวมถึงมีการบริหารจัดการที่ดีในสถานที่จำหน่ายอาหารอีกด้วย

AIM

บริษัทมุ่งมั่นในการพัฒนาบริการ ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของสังคมไทย โดยงานหลักของบริษัทคือ การบริหารทรัพยากรน้ำ ซึ่งจะสามารถลดปริมาณน้ำสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้จากการใช้ความรู้และประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญของบริษัท

การบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์

การบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์

ลูกค้าเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ หากปราศจากลูกค้าธุรกิจจะไม่สามารถดำเนินได้อย่างราบรื่น การเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าจะช่วยให้บริษัทเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ ปัจจุบันคนไทยกว่าร้อยละ 70 ใช้อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน จึงเป็นโอกาสดีที่จะใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์ได้ดีขึ้น เช่น การสร้างแอปพลิเคชั่นสำหรับประชาสัมพันธ์บริษัท และการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะผ่านทางหน้าเว็บไซต์ รวมถึงการใช้ข้อมูลที่มีทั้งหมดเข้ามาช่วยในการวางกลยุทธ์ของบริษัท

กลุ่มบริษัทถือเป็นผู้ให้บริการแก่ลูกค้า ซึ่งจำเป็นต้องวิเคราะห์ความต้องการและตอบสนองลูกค้าอย่างตรงจุด ดังนั้น การบริหารจัดการลูกค้าที่มีประสิทธิภาพจะทำให้กลุ่มบริษัทได้รับความไว้วางใจ สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ รวมถึงทำให้ลูกค้าหันมาใช้สินค้าและบริการจากกลุ่มบริษัทมากขึ้นถือเป็นการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ให้กับกลุ่มบริษัท

บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติต่อลูกค้า ซึ่งกำหนดไว้ในจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2552 และมีการแก้ไขล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2565 โดยภายหลังการแก้ไขจรรยาบรรณธุรกิจทุกครั้ง บริษัทฯ จะดำเนินการสื่อสารให้พนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบทุกครั้ง พร้อมกับจัดให้มีการทดสอบความรู้ ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดได้ทางหน้าเว็บไซต์ของบริษัทฯ www.thoresen.com

โทรีเซน ชิปปิ้ง

บริษัทมีความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานการบริการให้มีคุณภาพที่ดี สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ในปีที่ผ่านมาโทรีเซน ชิปปิ้งยังคงมุ่นเน้นในการรักษาฐานลูกค้าเดิม รวมถึงขยายฐานลูกค้าใหม่ เพื่อต่อยอดโอกาสในการขยายธุรกิจและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน การสร้างความสัมพันธ์อันดี การให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลที่ดี มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ถึอเป็นนโยบายหลักในการดำเนินธุรกิจของบริษัท อีกทั้งบริษัทยังมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาระดับการให้บริการแก่ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับการบริการที่ดีเกิดความพึงพอใจสูงสุด

PHC และ STC

ในด้านธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เช่น PHC ซึ่งเป็นธุรกิจเฟรนไชส์ มีการดำเนินงานเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดย PHC ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าจากฐานข้อมูล เพื่อนำเสนอสินค้าใหม่ๆ และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด รวมทั้งมีการจัดแคมเปญของรายการอาหารหรือสินค้าตามกลุ่มลูกค้าอีกด้วย โดยมีผู้จัดการร้านและหน่วยงานส่วนกลางของ PHC ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

PHC ได้ทำการประเมินและสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าโดยวิธีการตอบแบบสอบถามออนไลน์หรือทาง SMS โดยจำนวนที่ทำการประเมินและสำรวจสอดคล้องและเป็นไปตามที่บริษัท ยัม แบรนด์ส อิงค์กำหนด ในการทำแบบสอบถามมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับรสชาติอาหาร ภาพลักษณ์ ราคา และความพึงพอใจอื่นๆ โดยข้อมูลการทำการวิจัยตลาด (Market Research) จากฝ่ายการตลาดและเอาท์ซอร์ส (Outsource) ของ PHC แสดงให้เห็นว่าลูกค้ามีผลความพึงพอใจในการให้บริการดังนี้

ตัวชี้วัด ผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้บริการของลูกค้า
ปี 2562 ปี 2563 ปี 2564
% OSAT (GES) 77 79 83

หมายเหตุ : OSAT Overall Satisfaction คือ อัตราแสดงความพึงพอใจในการใช้บริการของลูกค้า

GES คือ Guest Experience Survey

คะแนนที่รายงาน คือ ของลูกค้าที่เข้าทำแบบทดสอบที่ rate พีงพอใจอย่างยิ่ง

สำหรับ STC เองก็มีการประเมินความพึงพอใจของลูกค้าเช่นเดียวกันโดยให้ลูกค้าสามารถส่งแบบประเมินตามรายละเอียดในท้ายใบเสร็จ โดยมีการตั้งตำถามในหลายมิติ เช่น ความพึงพอใจของสินค้า บริการ ความสะอาด มาตรการความปลอดภัยในสถานการณ์โควิด-19 เป็นต้น

นอกจากนั้น PHC มีช่องทางสำหรับให้ลูกค้าร้องเรียนหรือแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Call Center เบอร์โทรศัพท์ 1150 หรือเว็บไซต์ของบริษัท www.pizzahut.co.th ซึ่ง PHC ทำการเก็บข้อมูลการร้องเรียนของลูกค้า เพื่อใช้ในการปรับปรุงการให้บริการต่อไป ในกรณีที่เกิดการร้องเรียนด้านการให้บริการของร้าน ผู้จัดการร้านจะทำการวิเคราะห์ปัญหาหรือข้อร้องเรียนที่ได้รับ โดยจะทำการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา สถานที่ที่เกิดข้อร้องเรียน จำนวนครั้งที่เกิดข้อร้องเรียน เป็นต้น จากนั้นบริษัทจะสรุปประเด็นข้อร้องเรียน เพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในอนาคตต่อไป และทำการวัดผลการแก้ไขข้อร้องเรียน ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า ไม่มีข้อร้องเรียนในด้านสุขภาพและความปลอดภัยจากการใช้บริการของร้านพิซซ่า ฮัท

นอกจากนี้ PHC ยังมีการจัดแข่งขันสำหรับทุกสาขาทั่วประเทศในด้านของการเพิ่มระดับคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า เช่นเดียวกับปัจจัยด้านอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อการส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้า เช่น ความเร็วในการบริการ ความเป็นมิตรของพนักงาน เป็นต้น ทางบริษัทยังได้จัดการอบรมแบบเต็มวันสำหรับโครงการ GES (ภาพรวมของโครงการและประเด็นเรื่องสุขลักษณะ) และการฝึกปฏิบัติพิเศษเกี่ยวกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ในการให้ความร่วมมือกับการควบคุมโรคภายในประเทศ และเพื่อให้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้รับอาหารที่มีความปลอดภัยและถูกสุขลักษณะจากบริษัท

AIM

บริษัทมีการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าตามกลยุทธ์ในการพัฒนาการดำเนินธุรกิจการตลาดที่มุ่งเน้นการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาการบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์ให้เกิดเป็นแนวทางการดำเนินงานที่ครอบคลุมกระบวนการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างยั่งยืน

เทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิจัยและพัฒนา

เทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิจัยและพัฒนา

บริษัทให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งในด้านความสะดวกสบายและกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บริษัทใส่ใจถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการเป็นอยู่ที่ดีของสังคม โดยยึดแนวปฎิบัติที่ดี และดำเนินการบริหารจัดการตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดปริมาณขยะที่เกิดจากกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เพื่อเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรและผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และพัฒนาระบบสารสนเทศตามมาตรฐานสากล

บริษัทมุ่งเน้นที่จะสร้างความแข็งแกร่งด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์นวัตกรรมให้แก่สังคม

ความรวดเร็วของเทคโนโลยีในปัจจุบัน สามารถเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตและการประกอบธุรกิจโลก ก่อให้เกิดความท้าทายในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มฐานลูกค้าให้กับกลุ่มบริษัทฯ พร้อมทั้งช่วยประหยัดต้นทุนอันเกิดจากการดำเนินงานอีกด้วย กลุ่มบริษัทมีนโยบายส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อให้เกิดการพัฒนาและการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพขององค์กร และกำหนดกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมให้สอดคล้องกับทิศทางและแผนพัฒนาธุรกิจของกลุ่มบริษัทอย่างต่อเนื่อง

โทรีเซน ชิปปิ้ง

บริษัทมีการพัฒนาระบบและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการขนส่งสินค้าที่เกี่ยวกับธุรกิจขนส่งทางเรือ ทำให้การขนส่งสินค้ามีความรวดเร็วและตรงเวลา สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการดำเนินธุรกิจ และมอบหมายให้หน่วยงานด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีดำเนินการศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงาน เช่น การติดกล้องวงจรปิดเพื่อป้องกันโจรสลัด นอกจากนี้บริษัทยังเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น โดยได้ทำการติดตั้งระบบบำบัดน้ำอับเฉาเรือ (Ballast Water Treatment) จากคู่ค้าที่มีประสบการณ์ในสหรัฐอเมริกาให้กับเรือขนส่งสินค้าของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำอับเฉาเรือสะอาดและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมก่อนปล่อยลงสู่ทะเลอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังมีการนำซอฟต์แวร์ NS Enterprise สำหรับการบริหารจัดการด้านการดำเนินงานและการบำรุงรักษามาใช้ในการเก็บข้อมูลด้านการจัดซื้อ การซ่อมบำรุงตามตารางและซ่อมบำรุงใหญ่ การจัดการบุคลากร ซึ่งช่วยรวบรวมข้อมูลศูนย์กลางของบริษัท นอกจากนี้ ยังมีการอบรมให้กับผู้ใช้งาน (user) พัฒนาซอร์ฟแวร์เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานให้ง่ายขึ้น และพัฒนาระบบต่างๆ ตามข้อกำหนดสากล

PHC และ STC

ในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร PHC และ STC นั้น ได้มอบหมายให้หน่วยงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ หน่วยงานด้านการสื่อสารและเทคโนโลยี มีหน้าที่ในการวิจัย ค้นคว้า และพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงการให้บริการ ซึ่ง PHC ได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตที่ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้นโดยผ่านการใช้ Food Application มีการร่วมมือกับแกร็บฟู้ด (Grab Food) และฟู้ดแพนด้า (Food Panda) เพื่อเพิ่มช่องทางการบริการให้กับลูกค้าในการเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น พร้อมกันนั้นยังมีการพัฒนาระบบ POS เช่น E-Wallet หรือการชำระเงินผ่าน QR Code มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตในสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ที่กำลังมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วไปในทิศทางคล้ายกันทั่วโลก และปรับปรุงเว็บไซต์ของบริษัท และนำระบบ POS (Point of Sales) รูปแบบใหม่มาใช้ เพื่อรองรับการเติบโตธุรกิจอาหารในรูปแบบใหม่ๆ ทั้งด้านการขายและช่องทางการรับชำระเงิน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบข้อมูลภายใน เพื่อเข้าถึงความต้องการของลูกค้า และใช้ระบบโปรแกรมสำเร็จรูปมาช่วยในการวิเคราะห์ของมูลของลูกค้า (Customer Relationship Management)

ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้น กลุ่มบริษัทมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง สำหรับธุรกิจร้านอาหาร PHC ได้มีการศึกษาเทรนด์โลกโดยทดลองกับลูกค้าจริง รวมถึงศึกษาความสำเร็จระดับโลกของธุรกิจร้านอาหารพิซซ่า ฮัทในประเทศต่างๆ ด้วย โดยได้ร่วมมือกับลูกค้าในการพัฒนาสินค้าเพื่อให้มีความหลากหลายทางผลิตภัณฑ์มากขึ้น และพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต มีการใช้ข้อมูลของผู้ให้บริการส่งอาหาร เช่น แกร็บฟู้ด (Grab Food) ไลน์แมน (Lineman) ฟู้ด แพนด้า (Food Panda) ในการวิเคราะห์ความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้า เช่น อาหารชุดเล็กที่สามารถทานคนเดียว เป็นต้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการแก่ลูกค้าเพราะขนส่งสินค้าได้ตรงเวลา และยังเป็นการช่วยขยายการเติบโตให้กับคู่ค้าทางธุรกิจของบริษัท PHC มีการพัฒนากระบวนการผลิตโดยการใช้เตาทอดที่มีขนาดเล็กลง ซึ่งช่วยลดปริมาณน้ำมันใช้แล้ว ประหยัดค่าไฟ และลดค่าใช้จ่ายน้ำมัน รวมทั้งมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพในการผลิตความร้อนที่ใช้ในการทำพิซซ่าเพื่อพัฒนาคุณภาพและรสชาติของอาหาร และมีการตรวจสอบจนถึงผู้ผลิตและเกษตรกร

AIM

บริษัทนำเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำประปาและสามารถดื่มได้แบบเคลื่อนที่ ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ โดยได้มีโอกาสนำระบบผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่ได้ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ไปช่วยประชาชนที่ประสบอุทกภัยในหลายพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติในช่วงปี 2554 เช่น จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดอยุธยา จังหวัดสงขลา เป็นต้น

การต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน

การต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน

การทุจริตยังคงเป็นภัยคุกคามระดับโลก ทุกองค์กรจึงควรให้ความสำคัญและร่วมมือในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การคอร์รัปชันในทุกรูปแบบจะส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าสูงขึ้น กำไรขององค์กรย่อมจะลดลงหากราคาสินค้าเท่าเดิม ในทางกลับกันถ้าเราเพิ่มราคาสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ความต้องการสินค้านั้นๆ ก็อาจลดลงไปด้วย ถ้ากลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน นอกจากกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการลดค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว ยังทำให้ภาพลักษณ์ของกลุ่มบริษัทดีขึ้น รวมถึงความต้องการสินค้าก็อาจเพิ่มขึ้นตามลำดับ กลุ่มบริษัทเชื่อว่าผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายคงยินดีที่จะร่วมงาน หรือลงทุนในบริษัทที่มีธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งจะทำให้กลุ่มบริษัทสามารถขยายธุรกิจไปได้อย่างต่อเนื่อง

กลุ่มบริษัทดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรม ยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับการต่อต้านการคอร์รัปชัน คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติให้บริษัทฯ มีนโยบายการต่อต้านการ คอร์รัปชันตั้งแต่ปี 2553 ล่าสุดได้มีการแก้ไขนโยบายดังกล่าวเป็นระยะ เพื่อให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับการบริหารธุรกิจในปัจจุบัน โดยสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมของนโยบายดังกล่าวได้ที่ www.thoresen.com นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัท ยังมีมติอนุมัติให้บริษัทฯ เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์กับโครงการแนวร่วมปฎิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Thailand’s Private Sector Collective Action Against Corruption หรือ CAC ) ซึ่งบริษัทฯ และ PHC ได้ยื่นประกาศเจตนารมณ์กับ CAC เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 และ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะประกอบธุรกิจอย่างโปร่งใส เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายมั่นใจได้ว่ากลุ่มบริษัทมีการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน

บริษัทฯ ได้ผ่านการรับรองการเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) จากการพิจารณาของสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 นอกจากนี้บริษัทยังขอความร่วมมือคู่ค้าให้ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และเชิญชวนเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

บริษัทฯ ได้กำหนดช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนด้านทุจริตคอร์รัปชันไว้หลากหลายรูปแบบ เช่น จดหมาย อีเมล หรือสามารถร้องเรียนได้โดยตรงผ่านหน่วยงานตรวจสอบภายใน เป็นต้น ซึ่งหากมีข้อร้องเรียนด้านทุจริตคอร์รัปชัน หน่วยงานตรวจสอบภายใน จะเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบเบื้องต้น และรายงานต่อไปยังคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อพิจารณาผลการตรวจสอบ รวมทั้งบทลงโทษต่อไป ในกรณีมีการตรวจสอบแล้วว่าเป็นกรณีที่มีการทุจริตคอร์รัปชันจริง โดยปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังไม่เคยปรากฏมีเหตุการณ์การทุจริตคอร์รัปชันใดๆ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะไม่ให้มีเหตุการณ์ทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นในทุกๆ ปี

ช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและการตรวจสอบกรณีเกิดการคอร์รัปชัน

  • เว็บไซต์ www.thoresen.com
  • อีเมล whistleblowing@thoresen.com
  • ทางไปรษณีย์ ที่ตู้ ป.ณ.12 ปณฝ. ไทยพาณิชย์ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
ตารางแสดงผลการดำเนินงานด้านการต่อต้านการคอร์รัปชัน
จำนวนข้อร้องเรียน (ครั้ง) ปี 2562 ปี 2563 ปี 2564
จำนวนข้อร้องเรียนด้านทุจริตคอร์รัปชันที่ได้รับ 0 0 0
จำนวนข้อร้องเรียนด้านทุจริตคอร์รัปชันที่ตัดสินแล้วว่ามีความผิด 0 0 0

โทรีเซน ชิปปิ้ง

บริษัทมีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีคุณธรรมควบคู่กับการรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยถือหลักการดำเนินธุรกิจตามกฎระเบียบข้อบังคับของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และดำเนินงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นธรรม โปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน

PHC

“ความสำเร็จที่ยั่งยืน จะเกิดขึ้นได้จากการร่วมใจในการบริหาร และปฏิบัติงานอย่างโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ และมุ่งมั่นประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ไม่ว่าจะมีใครหรือกลไกในการเฝ้าระวังอยู่หรือไม่ก็ตาม”

สารจาก คุณวุฒิชัย รัตนสุมาวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป
บริษัท PHC ประเทศไทย

PHCได้ผ่านการรับรองการเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) จากการพิจารณาของคณะกรรมการแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ตามลำดับ

AIM

บริษัทมีอุดมการณ์ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรม โดยยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตามหลักบรรษัทภิบาลที่ดี ตลอดจนนโยบายและแนวปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ ของบริษัทเพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทมีนโยบายการกำหนดความรับผิดชอบ แนวปฏิบัติและข้อกำหนดในการดำเนินการที่เหมาะสม เพื่อป้องกันคอร์รัปชั่นกับทุกกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัท และเพื่อให้การตัดสินใจและการดำเนินการทางธุรกิจที่อาจมีความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชั่นได้รับการพิจารณาและปฏิบัติอย่างรอบคอบ