สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน

สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน

ในปัจจุบันทั่วโลกต่างตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนมากขึ้น โดยมีการรวมกลุ่มเพื่อปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของปัจเจกบุคคลและชุมชน ดังนั้น การบูรณาการสิทธิมนุษยชนเข้ากับการดำเนินธุรกิจขององค์กรจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งสิทธิมนุษยชนสามารถหลอมรวมผู้คนจากวัฒนธรรมและภูมิหลังที่แตกต่างกัน รวมถึงสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพนักงานได้ เพื่อลดความเสี่ยงด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องซึ่งครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นพนักงานของบริษัทฯ คู่ค้า ลูกค้า ชุมชน รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมตลอดการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ

นโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ

บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะประกอบธุรกิจบนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานในระดับสากล และกฎหมายของประเทศที่บริษัทฯ มีการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทฯ มีข้อบังคับและระเบียบเกี่ยวกับการทำงานที่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ตลอดจนกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการประกาศใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำนโยบายสิทธิมนุษยชนขึ้นในปี 2562 โดยอ้างอิงหลักการด้านสิทธิมนุษยชนในระดับสากล เช่น ข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact: UNGC) และปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (The International Labor Organization (ILO) Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work) เพื่อให้มีการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ ครอบคลุมทั้งพนักงาน บริษัทร่วม คู่ค้าทางธุรกิจ (คู่ค้า ผู้รับเหมา) ลูกค้า รวมไปถึงองค์กรอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการดำเนินธุรกิจของทั้งบริษัทฯ และบริษัทย่อย ในทุกพื้นที่ที่บริษัทฯ มีการดำเนินธุรกิจ

ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน
ประเด็นความเสี่ยง มาตรการป้องกันและการลดผลกระทบ
ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน
  • มีการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลรวมถึงเครื่องทุ่นแรง สำหรับพนักงานตามลักษณะ
  • เผยแพร่แนวปฏิบัติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ของพนักงาน
แนวปฏิบัติด้านแรงงาน สุขภาพ ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานคู่ค้า
  • จัดทำและสื่อสารจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจ
  • กำหนดให้คู่ค้ารายใหม่ต้องจัดทำแบบประเมินตนเอง

ในปี 2564 จากการประเมินความเสี่ยงทุกไตรมาสของคณะทำงานด้านความเสี่ยง และนำเสนอในคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง พบว่า ไม่มีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในองค์กรและห่วงโซ่อุปทานที่มีนัยสำคัญต่อบริษัท

แนวทางในการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ

สำหรับการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ นั้น บริษัทฯ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งคณะทำงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ประกอบด้วยผู้บริหารและผู้จัดการอาวุโสจากทุกกลุ่มธุรกิจและหลากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานทรัพยากรมนุษย์ทำหน้าที่กำกับดูแลและพัฒนากระบวนการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่สื่อสารนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานต่างๆ เช่น พนักงาน คู่ค้า ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล

นอกจากนี้ บริษัทฯ ประกาศนโยบายสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ ซึ่งจะบังคับใช้ครอบคลุมไปถึงบริษัทย่อยของบริษัทฯ โดยดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.thoresen.com ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทฯ ยังมีเป้าหมายระยะยาวที่จะสื่อสารและให้ความรู้แก่พนักงานเพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีจริยธรรม โดยกำหนดให้พนักงานทั้งหมดหรือหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ให้ได้รับการฝึกอบรมทางด้านสิทธิมนุษยชนภายในปี 2565

แนวทางในการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนต่อผู้มีส่วนได้เสีย

พนักงาน

บริษัทฯ มีเงื่อนไขการจ้างงานที่เป็นธรรมแก่คนทุกกลุ่มที่มีคุณสมบัติตรงตามตำแหน่งงาน และมอบค่าตอบแทนที่เหมาะสม โดยไม่เลือกปฏิบัติอันเนื่องด้วย เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศ อายุ สีผิว ความพิการ ฐานะทางการเงิน และชาติตระกูล

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีนโยบายที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่พนักงานให้ความเคารพซึ่งกันและกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ การพูดจาหรือกระทำใดที่ทำให้รู้สึกว่าถูกล่วงเกินสิทธิ ทำให้ได้รับความอับอาย ซึ่งการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนดังกล่าวนี้ถูกระบุอยู่ในจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัทฯ และครอบคลุมไปยังบริษัทย่อยอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ในธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งอย่างเมอร์เมดมีการสนับสนุนความเสมอภาคในสถานที่ปฏิบัติงาน โดยได้จัดทำนโยบายต่อต้านการล่วงละเมิดและการเลือกปฏิบัติ (Mermaid Anti-Harassment and Discrimination Policy) เพื่อหลีกเลี่ยงการคุกคามในทุกรูปแบบ พร้อมกันนี้ ยังมีความมุ่งมั่นในด้านความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศของพนักงาน ในปี 2564 เมอร์เมดมีตัวแทนพนักงานเพศชายร้อยละ 78 และเพศหญิงร้อยละ 22 การแยกส่วนนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการเป็นตัวแทนของเพศหญิงร้อยละ 24 ในตำแหน่งที่ไม่ใช่ผู้บริหาร กลุ่มอายุที่มากที่สุดในบริษัท คือ พนักงานที่มีอายุระหว่าง 30 – 50 ปี (ร้อยละ 47) รองลงมาคือพนักงานที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี (ร้อยละ 39)

ความหลากหลาย ร้อยละ
กรรมการ ผู้บริหาร ไม่ใช่ผู้บริหาร รวมทั้งหมด
เพศ ชาย 100 100 76 78
หญิง 0 0 24 22
กลุ่มอายุ ต่ำกว่า 30 ปี 0 0 42 39
30-50 ปี 17 67 47 47
มากกว่า 50 ปี 83 33 11 14

และในปี 2564 เมอร์เมดมีพนักงานหลากหลายประเทศ ประกอบด้วย

นอกจากนี้บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับสิทธิที่เท่าเทียมกันของผู้หญิงภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ บริษัทฯ เคารพและสนับสนุนความเสมอภาคแก่พนักงานหญิงในองค์กรให้เท่าเทียมกับพนักงานชาย ผ่านการสร้างโอกาสความเจริญก้าวหน้าทางอาชีพอย่างเท่าเทียม เคารพซึ่งกันและกัน และไม่เลือกปฏิบัติ ตลอดจนรับฟังมุมมองที่แตกต่างจากความหลากหลายทางเพศในการขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความก้าวหน้า


พนักงานหญิงต่อพนักงานทั้งหมด

ผู้บริหารหญิงต่อผู้บริหารทั้งหมด
ร้อยละ 64 ร้อยละ 5
ด้านสัดส่วนพนักงานชาย-หญิง
รายละเอียด ปี 2562 ปี 2563 ปี 2564
จำนวนพนักงานชาย 38 29 28
จำนวนพนักงานหญิง 66 52 53
จำนวนพนักงานพิการ 0 0 0
รวม 104 81 82

คู่ค้า

เพื่อเป็นการสนับสนุนและปกป้องสิทธิมนุษยชนตามหลักสากลและให้มั่นใจได้ว่าตลอดกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เป็นไปตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ ได้มีการจัดทำจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจแล้วในปี 2564 ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อการจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย รวมถึงคู่ค้าได้มีส่วนร่วมในการปรับปรุงและพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน รวมทั้งคาดหวังให้คู่ค้าสนับสนุน เคารพ และปกป้องสิทธิมนุษยชนตามหลักการสากล และเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีกระบวนการจัดการกับข้อร้องเรียนต่างๆ รวมทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานแสดงออกทางความคิดเห็นและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน รวมถึงมีกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนหรือร้องทุกข์โดยการปรึกษาหารือกับหัวหน้างานเป็นอันดับแรก หากยังแก้ปัญหาไม่ได้ พนักงานสามารถเสนอข้อร้องเรียนข้างต้นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไป โดยผู้บังคับบัญชาจะต้องสอบสวนและพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน หากขั้นตอนที่ 2 ไม่เป็นผล พนักงานสามารถยื่นต่อฝ่ายบริหารภายใน 7 วัน เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริง ซึ่งฝ่ายบริหารพร้อมจะพิจารณาและดำเนินการด้วยความถูกต้องและเป็นธรรม โดยผลการพิจารณาในขั้นนี้ถือเป็นที่สิ้นสุด

กระบวนการรับเรื่องร้องเรียน

กระบวนการติดตามสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน

  1. ระบุประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและอาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต และระบุผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน
  2. ประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
  3. ออกแบบมาตรการป้องกันและลดผลกระทบความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน
  4. นำมาตรการเบื้องต้นไปปฏิบัติใช้สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  5. ติดตามผลและทบทวนกระบวนการ
  6. จัดให้มีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น การจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหาย และไม่ใช่ตัวเงิน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ให้คำปรึกษา แก้ไข และเยียวยาเบื้องต้นอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญทุกกลุ่มของบริษัท

โทรีเซน ชิปปิ้ง

บริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ในการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่าที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่หลากหลาย ดังนั้น บริษัทจึงปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งครอบคลุมแนวทางการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษชนด้วย

PHC

การอบรมในหัวข้อ Leading with Heart (“LwH”)

PHC ได้มีการจัดอบรมในหัวข้อ Leading with Heart ที่มีเนื้อหาครอบคลุมถึงความตระหนักรู้และการฝึกทักษะด้านอารมณ์ (Soft Skills) เพื่อเพิ่มศักยภาพในความเป็นผู้นำ ส่งเสริมการปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพในทุกระดับ โดย ณ สิ้นปี 2564 ได้มีการจัดอมรม 2 ครั้ง โดยมีพนักงานในระดับ Restaurant General Manager ได้รับการอบรมหลักสูตรดังกล่าวแล้ว 132 คน คิดเป็น 91% ของพนักงานระดับผู้จัดการร้าน ในปี 2565 PHC ตั้งเป้าหมายที่ครอบคลุมจำนวนผู้จัดการร้านทั้งหมด

AIM

บริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ในการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่าที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่หลากหลาย ดังนั้น บริษัทจึงปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งครอบคลุมแนวทางการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษชนด้วย

การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์

การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์

กลุ่มบริษัทตระหนักดีว่าบุคลากรเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน และการจัดการทรัพยากรบุคคลนับว่าเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จขององค์กรชั้นนำทั่วโลกในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่ดี มีสวัสดิการรองรับ จะช่วยดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพจากภายนอกให้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรมากขึ้น และทำให้องค์กรพัฒนาไปได้มากขึ้นในอนาคต นอกจากนั้น โครงการหรือหลักสูตรการอบรมพนักงานของบริษัทฯ ช่วยให้พนักงานได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะในการทำงาน ซึ่งสามารถช่วยพัฒนาบริษัทฯ ต่อไปในอนาคตได้

แนวทางบริหารและการจัดการ

กลุ่มบริษัทมีแผนพัฒนาความสามารถและศักยภาพของบุคลากรทุกระดับให้มีความเป็น “คนดี คนเก่ง” โดยมีการฝึกอบรมหลักสูตรที่ตรงกับสายงานของบุคลากร พร้อมกับการให้โอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ส่งเสริมความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเพื่อให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสุข สร้างแรงจูงใจในการทำงานโดยการให้ผลตอบแทนในรูปของเงินเดือน โบนัส ประกันสุขภาพ สวัสดิการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าทำงานล่วงเวลา จำนวนวันลาพักร้อนที่เพิ่มขึ้นตามอายุงาน และรางวัลพนักงานที่ทำงานกับบริษัทฯ ในระยะยาวอย่างเหมาะสม ในระดับที่แข่งขันได้ โดยคาดหวังผลลัพธ์ให้บุคลากรมีความผูกพันต่อองค์กรและลดอัตราการลาออกของพนักงาน

บริษัทฯ ได้มอบหมายให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทฯ และบริษัทในเครือ มีหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามเกณฑ์สากล และเคารพต่อความเป็นปัจเจกชนตลอดจนศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติกำหนดไว้ ดังนี้

การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรของบริษัทฯ

บริษัทฯ มีแผนการปฏิบัติงานด้านการบริหารและพัฒนาพนักงาน และมีนโยบายในการจ่ายผลตอบแทนให้แก่พนักงาน รวมทั้ง จัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan) ที่สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานแต่ละบุคคล

  • จัดให้มีการเข้าร่วมกิจกรรมหลักสูตรและเข้าร่วมสัมมนาต่างๆ เพื่อเป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
  • การจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการลงทุนสำหรับทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่พนักงาน
  • การอบรมหลักสูตรด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  • การสนับสนุนให้พนักงานได้สมัครเรียนหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ที่จัดโดยสถาบันอื่นๆ เช่น หลักสูตร “TFRS9 และมาตรการผ่อนปรนทางบัญชีจาก Covid-19” จัดโดยสภาวิชาชีพบัญชี

ตารางแสดงผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของบริษัทฯ

การดำเนินงาน ผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล
ปี 2562 ปี 2563 ปี 2564
ด้านการฝึกอบรมพนักงาน
  • จำนวนชั่วโมงการอบรมเฉลี่ย (ชั่วโมง/คน/ปี)
4.82 10.37 3.78
  • จำนวนผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรความยั่งยืน (คน)
4 1 5
  • จำนวนผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร S01-S03 (คน)
2 2 3
  • จำนวนผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร THSI Coaching
- 2 3
ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน
  • จำนวนพนักงานที่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานจากการเข้าร่วมโครงการ MAX Performance Plan (%)
100 100 100
ด้านการรักษาและจูงใจพนักงาน 1/
  • อัตราการลาออกของพนักงาน (%)
53.84 30.38 23.6
  • จำนวนพนักงานที่ลาออก
56 27 19
  • อัตราการจ้างพนักงานใหม่ (%)
54.80 19 22
  • จำนวนพนักงานใหม่
57 15 18
Notes : 1/ ทั้งนี้อัตราพนักงานที่ลาออกและจ้างใหม่ได้คำนวณรวมพนักงานประจำ พนักงานสัญญาจ้างชั่วคราว และพนักงานโอนย้าย

แรงงานที่ขาดทักษะจะมีผลโดยตรงต่อธุรกิจ เมอร์เมดตระหนักดีถึงความสำคัญของการอบรมและพัฒนาพนักงาน บริษัทจะมีการทบทวนผลงานของพนักงานทุกปี และจะแบ่งปันและปรับปรุงพนักงานในด้านการพัฒนาให้ดีขึ้น นอกจากผลงานของพนักงาน เมอร์เมดยังตรวจสอบและหารือกับพนักงานเกี่ยวกับสถานะของแต่ละแผนก เพื่อให้แน่ใจว่าเรามีการทำงานเป็นทีมที่ดี การสอบสวนจะมีขึ้นหากองค์กรพบว่ามีความขัดแย้งในบริษัท ดังนั้นบริษัทจะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ตารางแสดงผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของเมอร์เมด

กลุ่มพนักงาน ประเภท จำนวนชั่วโมงการฝึกอบรมเฉลี่ยที่พนักงานได้รับในระหว่างปีที่รายงาน ร้อยละของพนักงานทั้งหมดที่ได้รับการทบทวนผลงานและทบทวนการพัฒนาอาชีพอย่างสม่ำเสมอในระหว่างรอบระยะเวลาการรายงาน
เพศ ชาย 0.40 100%
หญิง 0.50 100%
กลุ่มอายุ ต่ำกว่า 30 ปี 0.00 100%
30-50 ปี 0.60 100%
มากกว่า 50 ปี 1.00 100%
การให้ความคุ้มครองทางสังคม การคุ้มครองสภาพการทำงานของลูกจ้าง
  • จัดทำและปรับปรุงคู่มือระเบียบข้อบังคับในการทำงานตามความเหมาะสมกับสถานการณ์พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2548 รวมถึงกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
  • จัดให้มีเงื่อนไขการจ้างงานที่เป็นธรรมสำหรับพนักงานและให้พนักงานได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมตามศักยภาพ
  • การจัดสวัสดิการการดูแลครรภ์และการลาคลอด โดยที่พนักงานสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพและแบ่งเวลาให้แก่ครอบครัวได้เช่นเดียวกัน
  • จัดหาสถานที่ทำงานที่เหมาะสมให้พนักงานทำงานได้อย่างมีศักดิ์ศรี
  • กำหนดระเบียบการจ่ายค่าจ้างการทำงานล่วงเวลาที่สมเหตุสมผลมีวันพักผ่อนประจำสัปดาห์และวันลาพักร้อนประจำปี
การประเมินที่เป็นระบบ โปร่งใส และเป็นธรรม
  • กำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีของพนักงานทุกระดับ (MAX Performance Evaluation) โดยผ่านขั้นตอน MAX Performance ได้แก่ การวางแผนและกำหนดเป้าหมายประจำปี (Performance Planning) ติดตามและทบทวนปฏิบัติงานระหว่างปี (Mid-Year Review) และติดตามและสรุปผลการปฏิบัติงานทั้งปี (Year-End Review) ทั้งนี้ กำหนดให้หัวหน้างานและพนักงานมีการพูดคุยเรื่องการปฏิบัติงานและแผนการพัฒนาความรู้อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตาม MAX Performance Cycle
  • มีมาตรการปรับปรุงคุณภาพของพนักงานที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้เพื่อให้โอกาสในการปรับปรุงโดยพนักงานจะต้องเข้ารับการอบรมในโครงการที่เรียกว่า Performance Plan ซึ่งการอบรมมี 2 ครั้งต่อปี แต่ละครั้งมีระยะเวลา 3 เดือน

เพื่อการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงพนักงานทุกคนมากยิ่งขึ้น บริษัทฯ จึงจัดให้มีช่องทางในการนำส่งข้อร้องเรียนมายังคณะกรรมการตรวจสอบ โดยผ่านช่องทางเว็บไซต์หรือตู้ปณ. สำหรับพนักงานที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และมีช่องทางร้องเรียนผ่านสหภาพแรงงานของบริษัท นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังได้ทำการจัดตั้งกลุ่มผ่านแอปพลิเคชัน LINE สำหรับพนักงาน เพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารและประชาสัมพันธ์โครงการและสวัสดิการต่างๆ อีกด้วย

โครงการ Long-Service Awards

บริษัทตระหนักและเห็นคุณค่าของพนักงานที่ทำงานร่วมกับบริษัทมาโดยตลอด เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงาน บริษัทจึงมอบรางวัลอายุการทำงานครบรอบ 5 ปี 10 ปี 15 ปี 20 ปี เป็นจำนวนเงิน 10,000 20,000 40,000 60,000 และ80,000 บาทตามลำดับ โดยพนักงานที่ครบรอบอายุงานครบ 30 และ 35 ปี ได้รับรางวัล 100,000 บาท

โทรีเซน ชิปปิ้ง

โทรีเซน ชิปปิ้ง เล็งเห็นถึงความสำคัญของสื่อออนไลน์ สังคมออนไลน์ ซึ่งทำให้การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างคนประจำเรือกับพนักงานประจำออฟฟิศมีความสัมพันธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้คนประจำเรือผ่อนคลายและมีความสุขในช่วงระหว่างการปฏิบัติงานในท้องทะเล บริษัทจึงมีการจัดทำโครงการ กิจกรรม ผ่านสังคมออนไลน์ โดยการจัดทำโครงการรูปแบบต่างๆ ให้พนักงานประจำเรือได้ร่วมกิจกรรม ได้แก่

โครงการ Easy English

บริษัทมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพคนเรือ โดยการจัดทำโครงการ “Easy English” เพื่อให้คนประจำเรือได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษผ่านรูปแบบโครงการที่มีความสนุก น่าสนใจ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ โดยผ่านช่องทางไลน์แอปพลิเคชั่น “Thor English”

โครงการ Shares PIC Click Like

บริษัทเล็งเห็นถึงความตั้งใจและเสียสละของพนักงานประจำเรือที่ปฏิบัติงานบนเรือ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโรคระบาด Covid-19 บริษัทจึงได้จัดทำโครงการส่งภาพถ่ายระหว่างปฏิบัติภารกิจบนเรือ “Shares PIC Click Like” เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานของคนประจำเรือ ผ่านช่องทาง Facebook – Thoresen Crew เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ รวมถึงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนประจำเรือและพนักงานประจำสำนักงาน

โครงการ Thoresen Tiktok Dance Clip Challenge

บริษัทมีความห่วงใยลูกเรือที่ต้องปฏิบัติงานในช่วงระยะเวลาที่ยากลำบากในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นระยะเวลานาน บริษัทจึงจัดทำโครงการ “Thoresen Tiktok Dance Clip Challenge” เพื่อให้พนักงานประจำเรือมีกิจกรรมที่สนุก ผ่อนคลาย ลดภาวะความเครียดในการปฏิบัติงานบนเรือเป็นระยะเวลานาน

PHC

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสถานการณ์โลกในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ บริษัทได้ตระหนักถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงมุ่งเน้นการดูแลและพัฒนาพนักงาน ซึ่งเป็นทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของบริษัทให้เป็นผู้มีศักยภาพ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนองค์กร โดยบริษัทมีหลักสูตรในการพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงานประจำสาขา เพื่อการเลื่อนตำแหน่งงานตามความรู้ ความสามารถที่เพิ่มขึ้น

AIM

นายรัชตะ ฐิตยานุรักษ์ รับรางวัลในฐานะบุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2564

ศ.ดร.เกษม จันทร์แก้ว องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณ บุคคลคุณภาพแห่งปี 2564 (QUALITY PERSONS OF THE YEAR 2021) และบุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2564 ในภาคธุรกิจต่างๆ จัดโดยมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (มสวท.) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564

นายรัชตะ ฐิตยานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียอินฟราสตรักเชอร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ AIM และ Chief Operation Officer บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) หรือ UMS เข้ารับมอบประกาศเกียรติคุณ “บุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2564 สาขาพลังงานและสาธารณูปโภค จากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(มสวท.)

อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

บริษัทฯ ตระหนักดีว่าบุคลากรเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินธุรกิจ แม้ว่าจะมีเครื่องจักรและเทคโนโลยีต่าง ๆ สนับสนุนก็ตาม บุคลากรก็เปรียบดั่งสินทรัพย์อันมีค่าที่สุดของบริษัทฯ ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยจึงเป็นประเด็นที่บริษัทฯ คำนึงถึงอยู่เสมอ เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการขนส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค จะต้องมีความปลอดภัยในทุกขั้นตอน ไม่ใช่เฉพาะความปลอดภัยของพนักงานเท่านั้น แต่รวมถึงผู้รับเหมา ผู้รับเหมาช่วง ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ด้วย การบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้บุคลากรทุกคนมีสุขภาพอนามัยที่ดี มีประสิทธิภาพในการทำงาน และมีความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน เช่น หากมีการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมที่ดี จะช่วยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน และพนักงานมีสุขภาวะที่ดี เป็นต้น

บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยมีความมุ่งมั่นในการลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็น 0 (zero accident) โดยบริษัทฯ และบริษัทในเครือ มีเป้าหมายในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมอย่างชัดเจน คือ

  • ลดอัตราการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานของพนักงาน
  • ลดอัตราเสียชีวิตจากการดำเนินงานของพนักงาน

โดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินการดังนี้

  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านปลอดภัยในสถานประกอบการให้บุคลากรทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตของตนเองและผู้อื่นเป็นอันดับหนึ่ง
  • ส่งเสริมให้ผู้บังคับบัญชาทุกคนเป็นผู้นำด้านความปลอดภัย แสดงให้พนักงานเห็นว่าบริษัทฯ คำนึงถึงความปลอดภัยของพนักงาน ผู้รับเหมา และบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องในทุกขั้นตอนการปฏิบัติงาน
  • จัดทำคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานและจัดอบรมให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนมีความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อให้บริหารจัดการได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
  • วิเคราะห์ทบทวนมาตรการป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น รวมถึงประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพื่อกำหนดข้อบังคับใหม่ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

แนวทางการบริหารจัดการ

1. ควบคุมความปลอดภัยในสถานประกอบการทุกแห่งและทุกขั้นตอนการปฏิบัติงาน

ความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในสถานที่ประกอบการถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบสำคัญอย่างยิ่งของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงาน ผู้รับเหมา ผู้รับช่วง และบุคคลภายนอกที่เข้ามาในสถานประกอบการ ทั้งที่สำนักงานใหญ่ บนเรือขนส่งสินค้า บนแท่นขุดเจาะน้ำมัน ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็น งานลำเลียงสินค้าลงเรือ งานสำรวจขุดเจาะน้ำมัน งานซ่อมบำรุง ฯลฯ จะต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับเรื่องความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เช่น ต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลให้รัดกุม เพื่อลดความรุนแรงหรือป้องกันไม่ได้เกิดดการบาดเจ็บในงานที่จะทำ เช่น ถุงมือ หมวกนิรภัย แว่นตาหรือหน้ากากเพื่อป้องกันฝุ่นหรือสารเคมี เป็นต้น

2. จัดตั้งคณะกรรมการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

บริษัทได้จัดตั้งคณะกรรมการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยขึ้นมา (Occupational Health and Safe Working Environment Committee) ประกอบด้วยผู้แทนในระดับผู้บังคับบัญชาและผู้แทนในระดับพนักงาน เพื่อร่วมกันสำรวจสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ปลอดภัย รวมถึงพิจารณานโยบาย จัดทำแผนงาน และกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ การประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงาน หรือความไม่ปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน ผู้รับเหมา และบุคคลภายนอกที่เข้ามาปฏิบัติติงานหรือเข้ามาใช้สถานประกอบกิจการของบริษัท

3. วางมาตรการควบคุมความเสี่ยง

มีการสำรวจการปฏิบัติการด้านความปลอดภัยในการทำงานและตรวจสอบสถิติการประสบอันตรายที่เกิดขึ้นอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง เพื่อประเมินผลกระทบและทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยให้รัดกุมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่ โทรีเซน ชิปปิ้ง กำหนดให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบนเรือสินค้าสำรวจอุบัติเหตุและจัดทำรายงานประเมินความเสี่ยงโดยอ้างอิงสถิติด้านความบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของหน่วยงานที่เชื่อถือได้ อาทิเช่น HOPM/12 และ SOPM/04

โทรีเซน ชิปปิ้ง ยังมีการจัด Tool Box Meeting โดยในแต่ละครั้งที่จะมีการปฏิบัติงานจะมีการประชุมย่อยเพื่อเตรียมงาน ทำการประเมินความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ศึกษาแนวทางการป้องกัน จัดเตรียมเครื่องมือเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การจัดเตรียมอุปกรณ์ในกรณีฉุกเฉิน เพื่อส่งเสริมเรื่องความปลอดภัยก่อนเริ่มปฏิบัติงาน และเพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงานอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบนเรือสินค้า ที่จะต้องอบรมและอธิบายนโยบายด้านความปลอดภัยให้บุคลากรทุกคนบนเรือทราบ โดยเฉพาะผู้ที่มาใหม่ที่จะต้องระวังอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากวัตถุอันตราย ตลอดจนการประเมินข้อจำกัดด้านร่างกายของตนเองและน้ำหนักของสินค้าอย่างเหมาะสม รวมถึงเทคนิคการขนส่งลำเลียงสินค้าอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและความปลอดภัยของสินค้าที่ขนส่ง

สำหรับเมอร์เมด มีการจัดทำระบบจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย (Health and Safety Risk Management System) และกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาจะต้องอธิบายถึงวิธีการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยก่อนที่บุคลากรจะเริ่มปฏิบัติงานโครงการใหม่ทุกครั้งผ่านการจัดการประชุมด้านความปลอดภัย การปฐมนิเทศ และ ‘tool box talks’ โดยเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยจะต้องตรวจสอบชิ้นส่วนของเรือทุกชิ้นอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกสามเดือน เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยและเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อบังคับของพาณิชย์นาวี (Merchant Shipping Notices) รวมทั้ง จะต้องเดินสำรวจทั้งบริเวณปฏิบัติงาน และบันทึกข้อมูลด้านความปลอดภัยลงแบบฟอร์ม MSS-SHEQS-FRM-105 Minutes of Safety Committee Meeting แบบฟอร์ม MSS Operational Offices แบบฟอร์ม MSS Workshops and Warehouses และแบบฟอร์ม MSS Vessels เป็นประจำทุกเดือน เพื่อนำไปวางแผนมาตรการด้านความปลอดภัยต่อไปและดำเนินการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในอนาคต

4. การรายงานและสอบสวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

บุคลากรทุกคนมีหน้าที่ร่วมมือกันในการดำเนินการและส่งเสริมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม โดยจะต้องช่วยดูแลสภาพแวดล้อมในการทำงาน คำนึงถึงสภาพของงานและพื้นที่ที่รับผิดชอบ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิต หากพบความบกพร่องหรือความผิดปกติใดๆ ต้องรีบแจ้งต่อผู้บังคับบัญชาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงาน ผู้พบเห็นเหตุการณ์จะต้องรีบแจ้งผู้บังคับบัญชาในทันที เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของเหตุการณ์และรายงานต่อไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องตามลำดับ และเมื่อพบว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานมีความเสี่ยงที่จะไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ให้หยุดปฏิบัติงานบริเวณนั้นทันที แล้วรีบดำเนินการแก้ไขปรับปรุงตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

เพื่อให้มาตรการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมมีมาตรฐานสูงสุด บริษัทฯ ยังมีแผนการประเมินการปฏิบัติตามนโยบายที่กำหนดและมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และคณะกรรมการอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการต้องทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี รวมทั้งระบุปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการเมื่อปฏิบัติหน้าที่ครบปี เพื่อเสนอต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อให้มั่นใจว่า การดำเนินนโยบายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการได้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กร

5. การพัฒนาความรู้ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

โดยจัดให้มีการอบรมด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยให้แก่ผู้บริหารและพนักงานตามความจำเป็นของแต่ละลักษณะงานและสอดคล้องกับกฎหมาย เช่น วิธีการป้องกันและควบคุมอัคคีภัยในสถานประกอบการ การป้องกันอันตรายจากโรคจากการทำงาน การปฐมพยาบาล เบื้องต้น ข้อบังคับ IMDG Code เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าอันตรายทางทะเล (International Maritime Dangerous Goods Code หรือ IMDG-Code. IMDG-Code) เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ปฏิบัติงานทุกคนได้รับความรู้ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างเพียงพอ

6. การส่งเสริมสุขภาพที่ดี

โดยจัดให้มีการตรวจสุขภาพสำหรับพนักงานเข้าใหม่ การตรวจสุขภาพประจำปีให้กับพนักงานทุกคนตามปัจจัยเสี่ยงในงานและเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจจะเกิดจากการปฏิบัติงาน เช่น การตรวจสมรรถภาพของปอด และหัวใจ การตรวจสอบสมรรถภาพทางการได้ยิน นอกจากนี้ ยังดำเนินกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพที่หลากหลาย เช่น การส่งเสริมการออกกำลังกายโดยจัดพื้นที่สำนักงานส่วนหนึ่งเป็นห้องฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ครบครัน

7. การป้องกันและลดผลกระทบในห่วงโซ่อุปทาน

โดยกำหนดให้ทุกบริษัทในเครือ และบริษัทฯ มีระบบการบริหารจัดการและกำกับดูแลผู้รับเหมา (Contractor Management System) ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกผู้รับเหมา การบริหารจัดการผู้รับเหมา ตลอดจนกระบวนการตรวจสอบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในสถานประกอบการและในขั้นตอนการปฏิบัติงาน

กลุ่มบริษัทจึงมีนโยบายดูแลให้พนักงาน ผู้รับเหมา ผู้รับเหมาช่วง ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มีสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานที่ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยมากที่สุด โดยยึดถือข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานสากลมาเป็นแนวทางปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วย

  • กฎหมายกระทรวงแรงงานเรื่องกำหนดมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปี 2549
  • พระราชบัญญัติความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปี 2554
  • พระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ ปี 2554 เรื่องกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการและดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ เกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัยปี 2555

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางปฏิบัติของกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับมาตรการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ดังนี้

โทรีเซน ชิปปิ้ง

มุ่งเน้นการดำเนินงานโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและอาชีวอนามัยเป็นหลัก โดยการมีนโยบายการบริหารจัดการที่เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับสากล เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายจากวัตถุอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างที่บุคลากรปฏิบัติงานบนเรือ

โทรีเซน ชิปปิ้ง ซึ่งดำเนินธุรกิจให้ขนส่งสินค้าแห้งเทกอง ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายจากวัตถุอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างที่บุคลากรปฏิบัติงานบนเรือ จึงได้จัดวางมาตรการด้านความปลอดภัย โดยอ้างอิงตามข้อกำหนด W.H.M.I.S. ว่าด้วยสารป้องกันอันตรายในสถานประกอบการ (Workplace Hazardous Materials Information System)

โทรีเซน ชิปปิ้ง ปฎิบัติตามข้อบังคับและอนุสัญญาต่าง ๆ ที่ กำหนดโดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization) หรือ IMO อย่างครบถ้วน อาทิ

  • อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล (Safety of Life at Sea) หรือ SOLAS
  • อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ (Maritime Regulations for Prevention of Pollution) หรือ MARPOL
  • อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานการฝึกอบรมการรับรองคุณสมบัติคนประจำเรือ และการเข้ายามของคนประจำเรือ (Standards for Training Certification and Watchkeeping) หรือ STCW อนุสัญญาแรงงานทางทะเล (Maritime Labour Convention) หรือ MLC
  • อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการควบคุมและการจัดการน้ำหนักถ่วงเรือและตะกอน ค.ศ. 2004 (International Convention for the Control and Management of Ships’ Ballast Water and Sediments 2004) อนุสัญญานี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2560
  • อนุสัญญาทางทะเลระหว่างประเทศว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตราย (International Maritime Dangerous Goods Code) หรือ IMDG)
  • อนุสัญญาทางทะเลระหว่างประเทศว่าด้วยการขนส่งสินค้าเทกองแบบแข็ง (International Maritime Solid Bulk Cargoes Code) หรือ IMSBC
  • ประมวลข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารความปลอดภัยระหว่างประเทศ (International Safety Management Code) หรือ ISM Code
  • ประมวลข้อบังคับว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยของเรือและท่าเรือระหว่างประเทศ (International Ship and Port Safety) หรือ ISPS

กฎระเบียบและข้อกำหนดเหล่านี้ มีการบังคับใช้ ทั้งบนเรือและที่สำนักงานใหญ่ เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากล โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการปฎิบัติงานเดินเรือ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต และเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทได้จัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัยของเรือทุกลำประกอบด้วยหัวหน้าส่วน นายประจำเรือจากแต่ละแผนก โดยมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 7 คน ซึ่งในการประชุมทุกครั้งจะมีรายงานสรุปความคืบหน้าการดำเนินงานส่งให้ผู้บังคับบัญชาและผู้เกี่ยวข้องรับทราบเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเรือทุกลำของบริษัทได้มีการบริหารจัดการ และดูแลด้านความปลอดภัยให้แก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานบนเรือ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการจัด Tool Box Meeting โดยในแต่ละครั้งที่จะมีการปฏิบัติงานจะมีการประชุมย่อยเพื่อเตรียมงาน ทำการประเมินความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ศึกษาแนวทางการป้องกัน จัดเตรียมเครื่องมือเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การจัดเตรียมอุปกรณ์ในกรณีฉุกเฉิน เพื่อส่งเสริมเรื่องความปลอดภัยก่อนเริ่มปฏิบัติงาน และเพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงานอีกด้วย

ผลการดำเนินงาน ประเภทสถิติ
การละเมิด ISM Code การละเมิด ISPS
ความไม่สอดคล้อง ข้อสังเกต ความไม่สอดคล้อง ข้อสังเกต
ปี 2562 0 1 0 2
ปี 2563 4 3 0 0
เป้าหมายปี 2564 0 0 0 0
ปี 2564 1 0 0 0
เป้าหมายปี 2565 0 0 0 0
โครงการอบรมบุคลากรพาณิชยนาวี

โทรีเซน ชิปปิ้ง ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของบุคลากรประจำเรืออย่างต่อเนื่อง โดยบุคลากรจะต้องให้ความร่วมมือในการอบรมและจัดเก็บข้อมูลใน Training Record Book โครงการอบรมบุคลากรพาณิชยนาวี ช่วยเพิ่มพูนความรู้ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนการดูแลและรักษาสภาพแวดล้อมบนเรือของบุคลากรบนเรือให้เป็นมืออาชีพ ซึ่งหลักสูตรเนื้อหาในการอบรมจะมุ่งเน้นประเด็นกฎหมายของแต่ละประเทศ เช่น ISM STCW SOLAS และ MAPOL ตลอดจนการสร้างความคุ้นเคยกับการใช้อุปกรณ์ ขั้นตอนการทำงาน การป้องกันมลภาวะสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงยังมีการซ้อมการปฏิบัติจริงในสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย ได้แก่ การอบรม ISPS Drills, Grounding and Oil spill, Fire in Engine Room with Crew Injury and Rescued by Helicopter ฯลฯ โดยแต่ละเดือนจะมีการอบรมทั้งหลักสูตรพื้นฐานและหลักสูตรเฉพาะของผู้ปฏิบัติงาน โดยบุคลากรบนเรือจะต้องได้รับการอบรมทุกหลักสูตร ซึ่งนายเรือจะมีบทบาทสำคัญให้การนำนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะบุคลากรประจำเรืออย่างต่อเนื่อง

การฝึกอบรมการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของบุคลากรประจำเรือ ถือเป็นข้อบังคับที่บุคลากรประจำเรือต้องปฏิบัติเมื่อลงปฏิบัติงานในเรืออย่างเป็นทางการ และการดำเนินงานเช่นนี้ เป็นการยืนยันว่า บุคลากรที่ประจำเรือทุกลำของโทรีเซน ชิปปิ้ง สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความรู้ความชำนาญขณะปฏิบัติงาน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

เมอร์เมด

ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการวิศวกรรมใต้ทะเล มีการจัดตั้งระบบการจัดการคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ (Safety Health Environment Quality and Security) หรือ SHEQS management system ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ISM และได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001, ISO 14001 และ OHSAS 18001 รวมถึงปฏิบัติตามข้อบังคับและข้อที่ควรปฏิบัติระหว่างประเทศที่กำหนดโดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization) หรือ IMO เมอร์เมดเก็บสถิติข้อมูลการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม โดยเมอร์เมดตั้งเป้าหมายที่จะลดอัตราความถี่ของการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (LTIFR) ของพนักงานให้น้อยกว่า 0.65 ในแต่ละปี ทั้งนี้ ในปี 2562-2564 เมอร์เมดฯ มีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

ประเภทสถิติ ผลการดำเนินงานปี 2562 ผลการดำเนินงานปี 2563 เป้าหมายปี 2564 ผลการดำเนินงานปี 2564
อัตราความถี่ของการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (LTIFR) ของพนักงาน 0 0 <0.65 0
อัตราการเกิดอุบัติเหตุจนถึงขั้นเสียชีวิต (Fatalities) 0 0 0 0
การถูกจำกัดลักษณะการทำงาน (Restricted Work Case: RWC) 0 0 <2 0
อัตราการบาดเจ็บจากการทำงานรวม (Total Recordable Injury Rate (TRIR) 1/ - - - 0.34

หมายเหตุ 1/ อัตราการบาดเจ็บจากการทำงานรวมเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2564

PHC

เพราะพนักงานคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ จึงปกป้องสุขภาพ ดูแลอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของพนักงานเป็นอย่างดี เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้แข็งแกร่งทั่วทั้งองค์กร ทั้งนี้บริษัทอยู่ในระหว่างการศึกษาการเปิดเผยข้อมูลอาชีวอนามัย และความปลอดภัยของพนักงาน

AIM

การบริหารจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทจึงมุ่งมั่นบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ทั้งนี้บริษัทอยู่ในระหว่างการศึกษาการเปิดเผยข้อมูลอาชีวอนามัย และความปลอดภัยของพนักงาน

การพัฒนาและมีส่วนร่วมกับชุมชน

การพัฒนาและมีส่วนร่วมกับชุมชน

บริษัทฯ ตระหนักดีว่า ชุมชนและสังคมที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในภาคธุรกิจ ภาคสังคม และภาคเศรษฐกิจระดับประเทศ ในการดำเนินงานของบริษัทฯ ย่อมมีความเกี่ยวข้องกับชุมชนในหลายๆ ด้าหากบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจโดยไม่ส่งผลกระทบหรือสร้างความเสียหายต่อชุมชน และร่วมพัฒนาชุมชนอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้บริษัทฯ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น ได้รับความร่วมมือ หรือการอำนวยความสะดวกจากชุมชน เป็นต้น

กลุ่มบริษัทมีนโยบายปลูกจิตสำนึกแห่งการคืนกลับสู่สังคมให้เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งมีการประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2558 โดยสามารถดูรายละเอียดพันธกิจขององค์กรเพิ่มเติมได้ที่ www.thoresen.com นโยบายนี้ครอบคลุมถึงผู้บริหารและพนักงานทั้งในบริษัทฯ และบริษัทในเครือ การคืนสู่สังคมไม่ได้จำกัดเพียงเงินบริจาค แต่รวมถึงเวลา แรงงาน กระบวนการทำงาน และการสำนึกรู้รับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างผลกระทบในเชิงบวกให้กับภาคสังคมและภาคเศรษฐกิจ รวมไปถึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนที่บริษัทฯ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นอกจากนั้น การสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่ชุมชน สังคม และประเทศต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่าย กลุ่มบริษัทนําเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ให้ครอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่ด้านส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และด้านการบรรเทาทุกข์และสาธารณกุศล พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดความตระหนักรู้และความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ จนนําไปสู่การร่วมสร้างสังคมสู่ความยั่งยืน บริษัทฯ ตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งได้กำหนดนโยบายปลูกจิตสำนึกแห่งการคืนกลับสู่สังคมให้เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กรและการปฏิบัติต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ไว้ในพันธกิจขององค์กรเพื่อให้ครอบคลุมถึงผู้บริหารและพนักงาน ได้ยึดหลักปฏิบัติ ดังนี้

  1. ให้การสนับสนุนกิจการอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมส่วนรวม
  2. คืนผลกำไรส่วนหนึ่งขององค์กรให้แก่กิจกรรมที่จะมีส่วนสร้างสรรค์สังคมอย่างสม่ำเสมอ
  3. ไม่กระทำการใดๆ ที่มีผลเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม
  4. ปลูกฝังจิตสำนึกของความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นในหมู่พนักงานทุกระดับอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
  5. ปฏิบัติหรือควบคุมให้มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และกฎระเบียบที่ออกโดยหน่วยงานกำกับดูแล
การมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น

บริษัทได้เล็งเห็นถึงความสำคัญต่อการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาความเจริญให้แก่ชุมชนและสังคมไทย อีกทั้ง บริษัทฯยังได้ปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่พนักงานในองค์กรเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมผ่านสื่อและกิจกรรมภายในอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้มีการดำเนินกิจกรรมภายใต้ขอบข่ายและแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

  1. การสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้นำชุมชนในหลากหลายระดับ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและสามารถประสานความร่วมมือในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม
  2. การมอบวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนบริจาคทุนทรัพย์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน อาทิ การบริจาค คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การกีฬา เสื้อผ้าและอาหารให้แก่เด็กนักเรียนยากจนหรือชุมชนที่ยังขาดแคลนบริษัทฯ มองว่าการจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้นั้น อาจมิได้ขึ้นอยู่กับบริษัทฯเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพึ่งพาผู้มีส่วนได้เสียด้วยเช่นกัน

โครงการเด่น

1. ด้านส่งเสริมการศึกษา

บริษัทฯ และบริษัทในเครือให้ความสําคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยมีเป้าหมายสําคัญ คือ การสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพพาณิชย์นาวีให้แก่ประเทศไทย

โครงการเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนเดินเรือพาณิชย์

โทรีเซน ชิปปิ้ง ให้การสนับสนุนการฝึกอบรมนักเรียนของศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี โดยจัดส่งบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการเดินเรือพาณิชย์ เข้าร่วมเป็นวิทยากรพิเศษ ในโครงการปัจฉิมนิเทศนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ หลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิตและหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี จังหวัดสมุทรปราการ โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างฐานความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงาน หลักการปฏิบัติตน และนโยบายด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงานบนเรือสินค้าให้แก่นักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่จะเข้าฝึกภาคปฏิบัติทางทะเลกับเรือกลเดินทะเลระหว่างประเทศ ในปี 2564 มีนักเรียนเดินเรือพาณิชย์นาวี ที่เข้าร่วมอบรมในโครงการปัจฉิมนิเทศนักเรียนเดินเรือพาณิชย์เพิ่มขึ้นกว่าปี 2563

ทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาพนักงานประจำเรือ

นับเป็นปีที่ 19 ติดต่อกัน สำหรับโครงการ Thoresen Maritime Awards ที่โทรีเซน ชิปปิ้ง จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่บุตรพนักงานประจำเรือที่มีความประพฤติดีและมีผลการเรียนดี ซึ่งไม่เพียงเป็นการดูแลและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพนักงาน แต่ยังช่วยส่งเสริมและขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับบุตรพนักงานได้เติบโตเป็นคนเก่งและคนดีของสังคมต่อไป และในปี 2564 มีบุตรพนักงานได้รับทุนจำนวน 43 คน รวมเป็นเงินทุนการศึกษาทั้งสิ้น 344,000 บาท ซึ่งเป็นแรงจูงใจในการทำงานกับบริษัทต่อไปของพนักงาน ทั้งนี้อัตราความพึงพอใจของพนักงานต่อบริษัทอยู่ในเกณฑ์

ปีที่ดำเนินการ จำนวนทุนการศึกษา จำนวนเงิน (บาท)
2564 43 344,000
2563 31 248,000
2562 30 240,000

กิจกรรม Maritime Awards ปี 2564

เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกๆปี ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา วัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติให้กับพนักงานประจำเรือ ที่มีผลงานดีเด่นในปีปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเชิงคุณภาพทั้งในส่วนของพนักงานประจำเรือ และตัวเรือ ตลอดไปจนถึงพนักงานในสำนักงานของบริษัทฯ และยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมความสัมพันธ์ ระหว่างพนักงานประจำเรือกับพนักงานประจำสำนักงานของบริษัทฯ โดยการมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรหลานของพนักงานประจำเรือชั้นลูกเรือที่มีผลการเรียนดี ตรงตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด เพื่อเป็นการพัฒนาการศึกษาของเยาวชน และลดภาระค่าครองชีพบางส่วนให้กับพนักงานบนเรือ ในปีนี้การจัดงานได้จัดผ่าน Online เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาลในเรื่องการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และสื่อสารเผยแพร่ผลงานผ่านช่องทาง Social Medias ของทางบริษัทฯ

โครงการพัฒนาหลักสูตรพาณิชย์นาวีร่วมกับสำนักงานอาชีวศึกษา

โทรีเซน ชิปปิ้ง ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ในโครงการความร่วมมือทางด้านการเรียนการสอน รวมถึงการจัดทำหลักสูตรและวิพากษ์หลักสูตรทางด้านพาณิชย์นาวีและการเดินเรือให้แก่สถาบันการศึกษาต่างๆ อาทิ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี เป็นต้น โดยบริษัทฯ เป็นที่ปรึกษาในการออกแบบหลักสูตรดังกล่าว ให้สอดคล้องกับความต้องการบุคลากรสายพาณิชย์นาวีของอุตสาหกรรมเดินเรือเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการยอมรับและชื่นชมจากสถาบันที่ร่วมโครงการ

โครงการรับนักศึกษาฝึกงาน

โทรีเซน ชิปปิ้ง จัดโครงการรับนักศึกษาฝึกงานเป็นประจำทุกๆ ปี เพื่อให้นักศึกษาสายพาณิชย์นาวีได้ฝึกงานในสถานประกอบการจริงและเป็นการเสริมสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพในอุตสาหกรรมเดินเรือของประเทศไทย ในปี 2564 บริษัทได้รับนักศึกษาจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีเข้าฝึกงานฝ่ายห้องเครื่องและฝ่ายเดินเรือเป็นจำนวนกว่า 70 คน โดยนักศึกษาที่มีผลการปฏิบัติงานที่ดีจะได้รับโอกาสเข้าทำงานกับบริษัทต่อไป ในปีที่ผ่านมา มีนักศึกษาที่ผ่านการฝึกงานได้กลับมาร่วมงานกับบริษัททั้งหมด 45 คน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการจัดหาบุคลากร ลดขั้นตอนของการสัมภาษณ์งาน ประหยัดต้นทุนในการลงประกาศงานตามเว็บไซต์หางานได้ประมาณ 11,250 บาท และประหยัดเวลาด้านการเทรนงาน

โครงการ 3ม. ของบริษัท พีเอช แคปปิตอล จำกัด และบริษัท สยามทาโก้ จำกัด

เนื่องด้วยพันธกิจของบริษัทที่ต้องการคืนกลับสู่สังคม และสิ่งแวดล้อม บริษัท พีเอช แคปปิตอล จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารเฟรนไชส์ร้าน PHC ในประเทศไทย และบริษัท สยามทาโก้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารแฟรนไชส์ร้าน Taco Bell ในประเทศไทย เข้าร่วมโครงการ 3ม. ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกรมการจัดหางานวิทยาลัย อี.เทค วิทยาลัยอาชีวะฉะเฉิงเทรา วิทยาลัยเทคโนโลยีมารีย์บริหารธุรกิจ และบริษัทชั้นนำในประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสใน การทำงานและการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของนักศึกษา โครงการนี้ยังมีส่วนช่วยลดปัญหาการว่างงานของสังคม และการจ้างงานที่ผิดกฎหมายแรงงาน ทั้งในเรื่องการจ่ายค่าแรงขึ้นต่ำและการจ้างงานอายุต่ำกว่า 18 ปี อีกด้วย

บริษัทเริ่มรับนักศึกษาฝึกงานจากเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก และมีแผนการขยายไปในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศในอนาคต โดยนักศึกษาระดับชั้น ม.6 ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกของบริษัทจะเข้ารับการฝึกงานอย่างจริงจังที่ร้านพิชซ่า ฮัทสาขาต่างๆ และได้รับค่าตอบแทนเป็นรายได้ต่อชั่วโมงการทำงาน ค่าที่พักต่อเดือนและทุนการศึกษาตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ฝึกงาน การเข้าร่วมโครงการ 3ม. เปิดโอกาสให้บริษัทได้คัดเลือกนักศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อพัฒนาเป็นบุคลากรของบริษัทได้เมื่อเรียนจบหลักสูตร และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานในสังคม

ในปี 2564 มีนักศึกษาจากโครงการนี้เข้ามาฝึกงานที่ร้านPHCและร้านทาโก้เบลล์ จำนวน 65 คน และ 15 คนตามลำดับ โดยนักศึกษาทำสัญญาจ้างงานและสัญญาฝึกอาชีพหลักสูตรระยะยาว 2 ปี สามารถทำงานได้เต็ม 8 ชั่วโมงต่อวันใน 6 วันต่อสัปดาห์ และสามารถจัดช่วงเวลาทำงานได้ตามความเหมาะสม ซึ่งเมื่อจบหลักสูตรแล้วมีโอกาสเติบโตเป็นผู้จัดการทีมได้

2. ด้านการส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่ดี

โครงการ “ปั้นคนครัวบนเรือทะเล”

บริษัทฯ มีความใส่ใจในสุขภาพของพนักงานที่ปฏิบัติงานบนเรือขนส่งสินค้า โดยอาหารสำหรับพนักงานปฏิบัติงานบนเรือจะต้องมีคุณภาพและถูกหลักอนามัย และได้รับการจัดเตรียมโดยผู้ประกอบอาหารมืออาชีพ ที่มีใบรับรองคุณสมบัติ โดยผ่านการทดสอบจนจบหลักสูตรจากหน่วยงานผู้ให้การรับรอง ซึ่งประกอบด้วย การจัดเก็บอาหารบนเรือ และการจัดเตรียมอาหารทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังจะต้องเข้าใจในความสำคัญของวัฒนธรรม ศาสนา และสังคม ในแง่ของเวลาในการรับประทานอาหารร่วมกันด้วย ดังนั้น โทรีเซน ชิปปิ้ง จึงได้ร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช ริเริ่มโครงการ “ปั้นคนครัวบนเรือทะเล” มาตั้งแต่ปี 2554 มีการพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาประกอบอาหารในเรือเดินทางระหว่างประเทศตามหลักโภชนาการขึ้นมา เพื่อผลิตบุคลากรคนครัวบนเรือเดินทะเลในระดับมืออาชีพ ซึ่งมีการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเป็นระยะเวลา 2 ปี และเมื่อจบการศึกษาแล้ว นักศึกษาสามารถเลือกทำงานต่อกับโทรีเซน ชิปปิ้ง ได้ทันที หลักสูตรนี้เป็น 1 ใน 50 สาขาที่ได้รับคำชื่นชมจากกระทรวงศึกษาธิการและอาชีวศึกษา เพราะไม่เพียงผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าทำงานกับบริษัทแต่ยังผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงานในธุรกิจชิปปิ้งอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีนักศึกษาที่จบหลักสูตรทั้งหมด 11 รุ่น จำนวนกว่า 160 คน

บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและดำเนินงานในโครงการ “ปั้นคนครัวบนเรือทะเล” ให้มีความยั่งยืนต่อไป โดยบริษัทมีส่วนสำคัญในการผลักดันและพัฒนาโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากสื่อต่างๆ เช่น รมว.แรงงาน สั่ง “คิกออฟเปิดครัว” ฝึกกุ๊กป้อนธุรกิจเดินเรือทะเล โดยโครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มศักยภาพแรงงาน เสริมสร้างคุณภาพให้แก่ธุรกิจเดินเรือทะเล ธุรกิจเดินเรือทะเลถือเป็นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศจำนวนมาก อย่างไรก็ตามการทำธุรกิจเดินเรือทะเลก็ต้องปฎิบัติตามกฎหมายหรืออนุสัญญาระหว่างประเทศด้วย จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ธุรกิจเดินเรือทะเลหยุดออกเรือ ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ดีขึ้นมาก มีสัญญาณบวกทั้งนโยบายการเปิดประเทศและตัวเลขของผู้ได้รับวัคซีน ภาคธุรกิจต่างเตรียมขับเคลื่อนเดินหน้า หลายบริษัทขาดแคลนคนครัวบนเรือที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

3. ด้านการบรรเทาทุกข์และสาธารณกุศล

TTA Group ตุ๊กตุ๊กบรรทุกอิ่ม…คาราวานสร้างความสุข

บริษัทฯ ร่วมกับบริษัท โฟร์ วัน วัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ริเริ่มโครงการเพื่อสังคม “บริษัทฯ Group ตุ๊กตุ๊ก...บรรทุกอิ่ม” โดยร่วมกันจัดทำถุงยังชีพ มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท และใช้รถตุ๊กตุ๊ก จำนวน 65 คัน ขนส่งไปมอบให้แก่ประชาชน 1,500 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ตามชุมชนแออัดทั้งในกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ โครงการนี้ไม่เพียงช่วยสร้างรายได้ให้แก่คนขับรถตุ๊กตุ๊ก ซึ่งเป็นเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ขาดรายได้จากนักท่องเที่ยวและได้รับผลกระทบจากนโยบายล็อกดาวน์ แต่ยังได้ส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อีกด้วย

บริษัทฯ มอบรถเข็นวีลแชร์ให้ผู้พิการ

บริษัทฯ ส่งมอบรถเข็นวีลแชร์สำหรับเด็กเพื่อสนับสนุน “โครงการล้อเลื่อนเพื่อคนพิการ” ของมูลนิธิคนพิการไทย ในการยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งต่อโอกาสและอำนวยความสะดวกให้เยาวชนผู้มีความบกพร่องทางร่างกายได้เข้าถึงการศึกษาและใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

โครงการเปลี่ยนขวดน้ำพลาสติกเป็นไตรจีวรพระ

นอกเหนือจากการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีในสำนักงานแล้ว บริษัทฯ จึงร่วมกับอาคารอรกานต์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ บริษัทฯ เพื่อจัดโครงการ TTA Zero Waste ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อร่วมกันลดขยะพลาสติกในอาคารอรกานต์

บริษัทฯ ทำการจัดตั้งกล่อง รับบริจาคขวด PET พร้อมป้ายข้อมูลโครงการในพื้นที่บริเวณ ชั้น G อาคารอรกานต์ เป็นเวลาสองเดือน ไม่เพียงแต่พนักงาน TTA เท่านั้น แต่พนักงานทุกคนในอาคาร รวมถึงผู้ที่มาใช้บริการภายในอาคารอรกานต์สามารถมีส่วนร่วมในโครงการรีไซเคิลขวด PET ได้เช่นกัน ขวดพลาสติก PET ที่รวบรวมได้จากโครงการนี้ บริษัทฯ ได้นำไปส่งมอบแก่วัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อแปรรูปเป็นใยสังเคราะห์และใช้ผลิตผ้าผืนเพื่อตัดเย็บชุดผ้าไตรจีวร (ขวดพลาสติก 60 ขวดสามารถผลิตเป็นผ้าไตรจีวรพระ 1 ชุด)

บริษัทฯ ขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาคขวดพลาสติก PET เพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นผ้าไตรจีวรพระในครั้งนี้ เพราะทุกคนได้ช่วยกันลดปริมาณขยะพลาสติกจำนวนมากเพื่อประเทศไทยของเรา

บริษัทฯ มอบถุงยังชีพช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.อ่างทอง

ในปี 2564 จังหวัดอ่างทองเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ต้องประสบกับอุทกภัยรุนแรง ซึ่ง บริษัทฯ ทราบข่าวว่ามีประชาชนที่ได้รับผลกระทบยังรอการช่วยเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก จึงได้จัดทำถุงยังชีพที่บรรจุข้าวสาร อาหารแห้ง และของใช้อุปโภคที่จำเป็นจำนวน 500 ชุด รวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท เพื่อให้พนักงานจิตอาสาของบริษัทฯ ลงพื้นที่ไปมอบให้แก่ประชาชนบางส่วนที่เดือดร้อนหนักในอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง โดยหวังว่าจะช่วยบรรเทาความยากลำบากของแต่ละครอบครัวได้บ้างในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้

บริษัทฯ แจก P80 PLUS SPRAY ดูแลสุขภาพพนักงานช่วงโควิด-19 ระบาด

ช่วงปีที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงดำเนินต่อไปทั่วประเทศ บริษัทฯ มีความห่วงใยในสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานทุกคน จึงได้แจกสเปรย์พ่นปากและลำคอจากสารสกัดลำไย “P80 PLUS SPRAY” ให้พนักงานไว้ใช้ดูแลสุขภาพอนามัยของตนเองในช่วง Work from Home

พิซซ่า ฮัทมอบพิซซ่าจากใจ ร่วมสู้ภัยโควิด-19

พิซซ่า ฮัท 1150 โดยบริษัท พีเอช แคปปิตอล จำกัด ส่งมอบพิซซ่าและเมนูต่างๆ ให้แก่ทีมแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Pizza Hut มอบพิซซ่าจากใจ ร่วมสู้ภัยโควิด-19” เพื่อเติมพลังกายและเป็นกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ นอกจากนี้ยังเข้าร่วมโครงการ “พาณิชย์ลดราคา ช่วยประชาชน Lot12 ออนไลน์” ของกระทรวงพาณิชย์ โดยลดราคาเมนูเด็ดของPHC เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงโควิด-19 อีกด้วย

พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน

พิซซ่า ฮัท 1150 ให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ดำเนินโครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน” จำหน่ายพิซซ่าในราคาถูกเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

แคมเปญ “WE ALL CAN DO – เราทุกคนทำได้” จากทาโก้ เบลล์

สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ในประเทศไทยนั้นรุนแรงกว่าที่ผ่านๆ มา ทาโก้ เบลล์ ประเทศไทย จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้คนไทยเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประเทศกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น ด้วยการจัดแคมเปญ “WE ALL CAN DO – เราทุกคนทำได้” มอบสิทธิพิเศษให้ผู้ผ่านการฉีดวัคซีนรับส่วนลดสำหรับอิ่มอร่อยกับเมนูสุดฮิตอย่างคิกกิ้น ชิกเก้น ทาโก้ (Kickin’ Chicken Taco)

AIM และ STC ส่งกำลังใจให้ฮีโร่ของคนไทย

บริษัท เอเชีย อินฟราสตรักเชอร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ AIM ได้ร่วมกับทาโก้ เบลล์ ประเทศไทย (STC) ร้านอาหารเม็กซิกันสไตล์ ได้จัดเตรียมข้าวกล่องและอาหารทาโก้อร่อย มอบให้แก่ทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ณ ศูนย์รับบริจาค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

ปันน้ำใจแก่น้องๆ บ้านลูกรัก

บริษัท เอเชีย อินฟราสตรักเชอร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ AIM มอบสิ่งของจำเป็นและของใช้เพื่อปกป้องตัวเองให้ห่างไกลจากเชื้อโควิด-19 เช่น นมผง ผ้าอ้อมสำเร็จรูป หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ ให้แก่ มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก (บ้านลูกรัก) ซึ่งเป็นมูลนิธิที่มีบทบาททั้งการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู เด็กที่มีปัญหาต่างๆ โดยมีเด็กอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ จำนวน 45 คน ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 2 เดือน ถึง 15 ปี

กิจกรรมด้านการบรรเทาทุกข์และสาธารณกุศลของ UMS และบริษัทในเครือ

สนับสนุนมอบของขวัญในกับเด็ก ในวันเด็กแห่งชาติที่วัดโพธิ์ทอง

สนับสนุนมอบหน้ากากอนามัยให้กับชุมชนคลองสะแก

มอบน้ำดื่มให้กับอำเภอนครหลวง ร่วมสนับสนุนการตั้งด่านจุดตรวจเทศกาลปีใหม่

มอบน้ำดื่มให้ผู้กักตัว ผู้ติดไวรัสโควิด-19

ทำความสะอาดวัดทองทรงธรรม

มอบเงินสนับสนุนศูนย์พักคอย วัดทองทรงธรรม

สนับสนุนทำโรงทานกับ วัดทองทรงธรรม วันที่ 14 พฤศจิกายน 2564

ร่วมงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และแจกถุงยังชีพให้กับประชาชนชาวตำบลคลองสะแก วันที่ 24 พฤศจิกายน 2564

กิจกรรมปลูกต้นไม้บริเวณหน้าบริษัทและริมถนน