การจัดการด้านความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม

การจัดการด้านความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ตระหนักว่าในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ นั้น อาจมีกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่บริษัทฯ ดำเนินการอยู่ บริษัทฯ จึงมีนโยบายที่จะส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบดังกล่าวที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ มีการประเมินความเสี่ยงก่อนเริ่มดำเนินงานใหม่ๆ รวมทั้งหาทางแก้ไขอย่างมีประสิทธิผลสูงสุด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการกำหนดเป้าหมายในการลดการใช้วัตถุดิบที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม การรณรงค์การใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และการใช้พลังงานธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งยังส่งเสริมให้พนักงานมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมโดยผ่านกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง เช่น กิจกรรมปลูกป่า เป็นต้น

บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นที่จะพัฒนาบทบาททางด้านสิ่งแวดล้อม และหาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน จึงได้มีการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ได้มีการสื่อสารและส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้เกิดแนวปฏิบัติที่ดีต่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่าขององค์กร โดยมีประเด็นสำคัญทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม 4 ประเด็น คือ การบริหารจัดการของเสียและวงจรผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการพลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการบริหารจัดการน้ำและน้ำเสีย

นโยบายสิ่งแวดล้อม

กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และตระหนักว่าการบริหารจัดการและดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพเป็นกลไกในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะบูรณาการการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบปฏิบัติงาน จึงได้กำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมขึ้น เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์บริษัทฯ (www.thoresen.com)

ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ

การบริหารจัดการพลังงาน

การบริหารจัดการพลังงาน

ในปัจจุบันความต้องการทางด้านพลังงานของโลกมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงมากขึ้น เนื่องมาจากผู้บริโภคมีความต้องการพลังงานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น บริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัด และตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่าพลังงานถือเป็นต้นทุนและปัจจัยหลักของการดำเนินธุรกิจ หากบริษัทฯ สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วนั้น จะสามารถช่วยลดต้นทุนในการผลิตและลดผลกระทบเชิงลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงสังคมโลกได้เช่นกัน

บริษัทฯ มีนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนการใช้พลังงานในอาคารอย่างมีประสิทธิผลและใช้พลังงานอย่างชาญฉลาดในการปฏิบัติงาน เช่น การเลือกใช้หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ LED ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีการรณรงค์ให้พนักงานปิดไฟในช่วงพักกลางวัน เพื่อลดการใช้พลังงานอีกด้วย ในการดำเนินงานด้านการจัดการพลังงาน บริษัทฯ ได้มอบหมายให้แผนกธุรการดูแลการบริหารจัดการด้านพลังงานภายในอาคารสำนักงาน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีความมุ่งมั่นที่จะมองหาพลังงานทางเลือกซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งลดมลพิษ เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้น

โทรีเซน ชิปปิ้ง

สำหรับโทรีเซน ชิปปิ้ง ได้มีการปรับเปลี่ยนหลอดไฟทั้งในอาคารสำนักงานและเรือขนส่งสินค้าให้เป็นแบบ LED ซึ่งจะปล่อยความร้อนออกมาน้อยกว่าหลอดไฟทั่วไป ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงาน โดยในปี 2563 เรือทุกลำได้รับการเปลี่ยนเป็นหลอดไฟระบบดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ในเรือขนส่งสินค้ายังได้มีการใช้ระบบควบคุมน้ำมันหล่อลื่น (Alpha Lubricator) ของเชื้อสูบเครื่องจักรใหญ่และติดตั้งอุปกรณ์ Mewist Duct บริเวณหางเสือเรือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ประหยัดพลังงานในการเดินเรือแต่ละครั้ง และประหยัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

เมอร์เมด

เมอร์เมดตระหนักดีว่าการใช้พลังงาน อาทิ กระแสไฟฟ้าที่ซื้อหรือผลิตขึ้นจากก๊าซ กังหันลม และเครื่องยนต์ดีเซล อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เมอร์เมดระบุแหล่งที่มีการใช้พลังงานเป็นส่วนใหญ่ว่ามาจากหน่วยงานภายในและการปฏิบัติงานภาคพื้นทะเลของตนเอง บริษัทฯ จึงได้ติดตามปริมาณการใช้พลังงานและผลกระทบในทุกสำนักงานและพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากการใช้พลังงาน ฝ่ายบริหารได้กำหนดให้บริษัทฯ จัดการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกำหนดที่ทันสมัย ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของเรือของเมอร์เมดลดลงในปี 2564 แม้ว่าจะมีการฟื้นตัวของกิจกรรมทางธุรกิจและการปฏิบัติงานทางเรือเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของลูกค้าจากประเทศซาอุดิอาระเบียก็ตาม

นอกจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) ก็เป็นอันตรายต่อมนุษย์และระบบนิเวศของธรรมชาติด้วยเช่นกัน เรือของเมอร์เมดปฏิบัติตามแนวทางของ MARPOL (อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ) และบริษัทมีมาตรการด้านการป้องกันมลพิษเพื่อกำหนดขอบเขตและข้อกำหนดสำหรับอุปกรณ์เครื่องมือของบริษัท ในการจำกัดการปล่อยมลพิษที่สำคัญบางชนิด การพยายามอย่างต่อเนื่องในการเพิ่มประสิทธิภาพของพลังงานและลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้นำไปสู่การลดการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์

การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและมลพิษทางอากาศที่เกี่ยวข้อง

หน่วย 2562 2563 2564
การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ลูกบาศก์เมตร 9,692 9,079 8,850
ซัลเฟอร์ออกไซด์ ตัน 1,061 994 968
ไนโตรเจนออกไซด์ ตัน 1,108 1,038 1,011

PHC

ในกลุ่มธุรกิจอาหารอย่าง PHC มีการเลือกใช้และปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงานภายในร้าน เช่น หลอดไฟแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ เตาอบ และเตาทอด ให้มีการประหยัดพลังงานมากขึ้น

โครงการประหยัดการใช้พลังงาน

ในปี 2564 PHC ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงานภายในร้าน เช่น การเลือกใช้เครื่องปรับอากาศชนิดติดเพดานแบบระบบอินเวอร์เตอร์ซึ่งจะแตกต่างจากเครื่องปรับอากาศทั่วไป ตรงที่อินเวอเตอร์เมื่อเริ่มเปิดเครื่อง อุณหภูมิจะค่อยๆ ลดลงถึงระดับที่ตั้งไว้ หลังจากนั้น คอมเพรสเซอร์จะปรับรอบการทำงานลงเพื่อคงอุณหภูมิภายในห้องให้คงที่ตลอดเวลา เพื่อช่วยลดอุณหภูมิภายในร้านสาขา นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบการประหยัดพลังงานรูปแบบอื่นๆ ที่ทาง PHC ได้ใช้ในการก่อสร้างและพัฒนาร้าน โดยการใช้วัสดุที่สามารถช่วยในการลดการใช้พลังงานได้ เช่น ไม้เทียม (Fiber cement / Artificial wood) การเปลี่ยนหลอดไฟแสงสว่างเป็น LED สำหรับร้านที่ก่อสร้างใหม่ทุกสาขา สำหรับสาขาเดิมจะมีการทยอยเปลี่ยนทดแทนในตำแหน่งที่ชำรุด เป็นต้น

นอกจากนี้ทาง PHC จะมีการจัดอบรม และคู่มือการใช้อุปกรณ์ การบำรุงรักษา การเปิด-ปิด อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าให้พนักงานถือปฏิบัติในการใช้อุปรณ์ให้ประหยัดพลังงานสูงสุด

AIM

ปัจจุบันภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนโครงการ Solar Rooftop ตามที่พักอาศัยและกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการประหยัดค่าพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว และหันมาลงทุนในแหล่งพลังงานทางเลือกนี้เพิ่มขึ้น บริษัทได้บริหารเรือไฟฟ้าในลำคลอง ในกรุงเทพมหานคร โดยเริ่มดำเนินการที่คลองผดุงกรุงเกษมช่วยลดมลภาวะ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาธุรกิจพลังงานทดแทน เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับโรงพยาบาล อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โรงพยาบาลศรีระยอง โรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกเป็นประเด็นที่ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสนใจเช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) ในปี 2537 และประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมรับรองพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ในปี 2545 จนกระทั่งมาถึงข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ภาคีสมาชิกกำหนดความร่วมมือในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันระดับโลกในการจัดการควบคุมการใช้ก๊าซเรือนกระจก สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการตั้งเป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศ (Nationally Determined Contributions : NDC) ใน 3 สาขา ได้แก่ 1) สาขาพลังงานและขนส่ง 2) สาขาของเสีย และ 3) สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าที่จะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกเป็นประเด็นที่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ จนมีการตั้งเป้าหมายร่วมกันในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก โดยการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านกฎระเบียบข้อบังคับของแต่ละอุตสาหกรรมที่เข้มงวด และได้กลายเป็นความท้าทายใหม่ของภาคเอกชนไทย ซึ่งรวมถึง บริษัทฯ ในฐานะบริษัทชั้นนำด้านการลงทุนในธุรกิจที่หลากหลาย เช่น ในธุรกิจขนส่งทางเรือ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเรือนกระจก ในขณะเดียวกัน การดำเนินธุรกิจดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สู่มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

กลุ่มบริษัทได้บริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นการเป็นส่วนหนึ่งในการลดใช้พลังงาน ลดสาเหตุและปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก ดังนี้

โอกาสและความเสี่ยง ผลกระทบต่อบริษัท
เทคโนโลยี ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่อาจะส่งผลต่อการปรับตัวขององค์กร ตลอดจนความเสี่ยงที่เกิดจากความคาดหวังของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และสินค้าที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ
ชื่อเสียง ความเสี่ยงที่เกิดจากความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียจากผลิตภัณฑ์ บริการ และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่อาจะส่งผลต่อชื่อเสียงและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ความไม่ชัดเจนของการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความเสี่ยงทางกายภาพ ความเสี่ยงจากผลกระทบทางกายภาพแบบเฉียบพลันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม ข้อจำกัดของการขนส่ง และความลำบากของพนักงานในการเดินทาง เป็นต้น อัตราการขาดงานของพนักงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้บริษัทได้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามปัจจัยดังนี้

  • ปัจจัยเสี่ยงด้านกฏระเบียบ: ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพิ่มขึ้น เนื่องจากออกกฏหมายโดยตรงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การลดและจัดสรรสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบทบัญญัติทางกฏหมายที่ส่งผลกระทบทางอ้อม เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบด้านการเงินของบริษัท
  • ปัจจัยเสี่ยงด้านการเงิน: บริษัทอาจมีค่าใช้จ่ายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ความแห้งแล้ง พายุไซโคลนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรง หรืออาจมีผลกระทบทางอ้อม เนื่องจากกระทบกับห่วงโซ่อุปทานของบริษัท
  • ปัจจัยเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน: บริษัทอาจมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ความแห้งแล้ง พายุไซโคลนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรง หรืออาจมีผลกระทบทางอ้อม เนื่องจากกระทบกับห่วงโซ่อุปทานของบริษัท
  • ปัจจัยเสี่ยงด้านกลยุทธ์: การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อความต้องการผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดความต้องการที่ลดลงของผลิตภัณฑ์ที่สร้างก๊าซเรือนกระจก บริษัทจึงต้องวางแผนการลงทุนในการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกในรายงานฉบับนี้ประกอบด้วย โทรีเซน ชิปปิ้ง และเมอร์เมด โดย AIM อยู่ระหว่างการศึกษาการเก็บข้อมูล

แนวทางการบริหารจัดการ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดและส่ง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน บริษัทฯ มีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม มีการกำหนดเป้าหมายและวางกลยุทธ์ทั้งในระยะสั้นและยาว มีการคิดค้นนวัตกรรมเข้ามาช่วยในกระบวนการดำเนินงาน โดยโทรีเซน ชิปปิ้ง มีหน่วยงาน Marine Department ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและดำเนินการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับกำหนดแนวทางการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการหาพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังมีนโยบายให้บริษัทต่างๆ ที่บริษัทฯ เข้าไปลงทุนมีการกำหนดมาตรการในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมีการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เป็นไปตามกฎข้อบังคับของอุตสาหกรรมนั้นๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อช่วยบรรเทาปัญหานี้ร่วมกับสังคม

การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของโทรีเซน ชิปปิ้ง
กิจกรรมที่ดำเนินการ
  1. โทรีเซน ชิปปิ้ง ดำเนินการลดมลพิษทางอากาศจากเรืออย่างเคร่งครัด ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษ จากเรือภาคผนวกที่ 6 (MARPOL Annex VI) ซึ่งเป็นกฎข้อบังคับ เกี่ยวกับการป้องกันมลพิษทางอากาศจากเรือ จัดทำขึ้นในกรอบขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO: International Maritime Organization) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อม รวมถึงสถานการณ์ โลกร้อน ณ ปัจจุบัน ในทุกพื้นที่ที่ เรือขนส่งสินค้าของบริษัทฯ ให้บริการ
  2. โทรีเซน ชิปปิ้ง ใช้ซอฟแวร์ IMO Data Collection System (DCS) เพื่อบันทึกการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเรือทุกลำ เพื่อวางแผนการเดินเรือในโหมด ECO ซึ่งช่วยลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้
  3. โทรีเซน ชิปปิ้ง ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ IMO อย่างเคร่งครัดโดยเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเตาที่มีกำมะถันต่ำ (LSFO) เพื่อลดปริมาณกำมะถันในเชื้อเพลิงที่เรือใช้ (Sulfur Cap 2020)
ผลการดำเนินงาน
  1. โทรีเซน ชิปปิ้ง ได้รับประกาศนียบัตรของการบังคับใช้แผนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเรือของบริษัทฯ จากการปฏิบัติตามกฎระเบียบ MRV (Monitoring, Reporting, Verification) ของสหภาพยุโรป ซึ่งประกอบไปด้วยการเก็บข้อมูล การรายงานผลและการตรวจวัดผลลัพธ์ที่ได้เกี่ยวกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเรือแต่ละลำ
  2. สามารถควบคุมการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์หรือสารอื่นๆ ที่เป็นตัวการในการก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ให้อยู่ในปริมาณที่ต่ำกว่าร้อยละ 3.5 ตามข้อกำหนดปัจจุบัน
  3. สามารถลดปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ ออกไซด์ให้ต่ำกว่าร้อยละ 0.5 ตามข้อกำหนดใหม่ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ที่บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป
เป้าหมายปี 2565

เดินหน้าปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับของ IMO อย่างต่อเนื่อง

การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของเมอร์เมด

บริษัทมุ่งมั่นลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและปฏิบัติตามแนวทางมาตรฐาน ISO ฉบับล่าสุด และข้อกำหนดอื่นๆ อย่างเคร่งครัด เมอร์เมดได้รับรายงานเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษตามแนวทางการคำนวณของ EPA 2563 เพื่อตอบสนองต่อแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนดขึ้น (NDCs) ฉบับปรับปรุงซึ่งเกี่ยวกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมอร์เมดได้วางแผนที่จะดำเนินการปรับปรุงการลดการปล่อยมลพิษลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับปี 2563 การปล่อยมลพิษของเมอร์เมดในส่วนที่ 1 ลดลงอย่างมากถึงร้อยละ 17 ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากการลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สืบเนื่องจากการซื้อกระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น การปล่อยมลพิษของเมอร์เมดในส่วนที่ 2 จึงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 23 ในปี 2564 ทั้งนี้การปล่อยมลพิษของเมอร์เมดของส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 ลดลงจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 16

เป้าหมายของเมอร์เมด
  • ระยะสั้น : เมอร์เมด สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าชเรือนกระจก (ส่วนที่ 1, 2) ได้ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
  • ระยะยาว : เมอร์เมด สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าชเรือนกระจก (ส่วนที่ 1, 2 ) ได้ต่อเนื่องทุกปี
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปฏิบัติงานทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมกันของเมอร์เมด
หน่วย 2562 2563 2564
กระแสไฟฟ้าที่ซื้อ กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 1,343,241 1,061,667 1,473,503
ระยะทางการเดินทางทั้งหมด กิโลเมตร 138,177 96,907 130,980
ส่วนที่ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 30,265 28,351 23,607
ส่วนที่ 2 (ภายในอาคารสถานที่) ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 733 588 723
ส่วนที่ 3 (การเดินทางของพนักงาน – การใช้รถยนต์ของบริษัท) ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 24 17 22
ส่วนที่ 3 (การเดินทางของพนักงาน – การใช้รถยนต์ของบุคคลภายนอก) ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า - - 9
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยทางตรง (ส่วนที่ 1)

การปล่อยมลพิษโดยตรง คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินการโดยตรงขององค์กร การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง (หรือส่วนที่ 1) มาจากการใช้เชื้อเพลิง เช่น ก๊าซธรรมชาต น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเมอร์เมดในส่วนที่ 1 ในช่วงปี 2564 อยู่ที่ 23,607 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และความหนาแน่นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ปรับให้เป็นมาตรฐานโดยรายได้และจำนวนพนักงานทั้งหมดอยู่ที่ 249.9 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อล้านดอลล่าร์สหรัฐ และ 153.3 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อพนักงานคนหนึ่ง ตามลำดับ

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยทางอ้อม (ส่วนที่ 2)

องค์ประกอบที่ 2 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเมอร์เมดเกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษโดยอ้อม (หรือส่วนที่ 2) ซึ่งมาจากการใช้ไฟฟ้าที่ซื้อ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเมอร์เมดในส่วนที่ 2 (ตามอาคารสถานที่) ในช่วงปี 2564 อยู่ที่ 723 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า กระแสไฟฟ้าทั้งหมดซื้อมาจากโครงข่ายไฟฟ้า ความหนาแน่นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ปรับให้เป็นมาตรฐานโดยรายได้และจำนวนพนักงานทั้งหมดอยู่ที่ 7.7 ตันคาร์บอนไดออกกไซด์ต่อล้านดอลล่าร์สหรัฐ และ 4.7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อพนักงานคนหนึ่ง ตามลำดับ

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยทางอ้อม (ส่วนที่ 3)

องค์ประกอบที่ 3 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเมอร์เมดมาจากการเดินทางของพนักงาน (ส่วนที่ 3) การปล่อยมลพิษของเมอร์เมดในส่วนที่ 3 เป็นผลมาจากการเดินทางของพนักงาน รวมถึงคลังสินค้า อยู่ที่ 22 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในช่วงปี 2564 ความเข้มข้นซึ่งถูกปรับให้เป็นมาตรฐานโดยพนักงานทั้งหมดอยู่ที่ 0.15 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ เมอร์เมดยังมีการปล่อยมลพิษในส่วนที่ 3 อยู่อีก 8 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าซึ่งมาจากการเดินทางโดยยานพาหนะของบุคคลภายนอก

โครงการเด่น

1. แผนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโทรีเซน ชิปปิ้ง

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก ที่ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน จากผลการศึกษาของ IMO ในปี 2557 พบว่า การขนส่งทางเรือมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็นร้อยละ 2.2 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ซึ่ง บริษัทได้ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว จึงได้กำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และได้ริเริ่มโครงการต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. การสร้างจิตสำนึกในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการตรวจวัดปริมาณการปล่อยก๊าซของเรือแต่ละลำ

2. จัดทำแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกองเรือ

  • การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต่ำกว่าและทดลองใช้น้ำยาพิเศษผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและลดความสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงลง
  • ใช้ระบบการควบคุมการใช้ปริมาณน้ำมันหล่อลื่น (Alpha Lubricator) เพื่อลดความสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงในกระบอกสูบ
  • บำรุงและดูแลอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม เพื่อสามารถปฏิบัติการได้เต็มประสิทธิภาพ
  • ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำพาสปอร์ตสีเขียว (Green Passport Certification) มาใช้กับเรือ

ผลจากความมุ่งมั่นและความพยายามในลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ทำให้โทรีเซน ชิปปิ้ง ได้รับประกาศนียบัตรของการบังคับใช้แผนการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเรือของบริษัทฯ ตามกฎระเบียบ MRV (Monitoring, Reporting, Verification) ของสหภาพยุโรป ซึ่งประกอบไปด้วย การเก็บข้อมูล การรายงานผล และการตรวจวัดผลลัพธ์ที่ได้ เกี่ยวกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเรือแต่ละลำ การปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าวนอกจากจะสร้างผลกระทบดีกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังทำให้ลูกค้ารายสำคัญทั่วโลกไว้วางใจในการเลือกใช้บริการขนส่งทางเรือกับโทรีเซน ชิปปิ้ง โดยเฉพาะในกรณีที่ลูกค้าต้องการเดินเรือไปในเขตพื้นที่ที่มีกฎระเบียบเคร่งครัด อย่างเช่น เขตพื้นที่ ECA (Emission Control Area) ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ โทรีเซน ชิปปิ้ง ยังได้รับประกาศนียบัตรในการบันทึกการใช้เชื้อเพลิงของเรือขณะเดินทางไปยุโรป EUMRV และ IMODCS ซึ่งเป็นการยืนยันว่า เรือของบริษัทมีการตรวจสอบและรายงานผลเกี่ยวกับปริมาณการปล่อย CO2 ตามมาตรฐานระดับสากล

การจัดการน้ำและน้ำเสีย

การจัดการน้ำและน้ำเสีย

ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจากการใช้ทรัพยากรของมนุษย์ การตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น ภาวะภัยแล้งมีมากขึ้น การขาดแคลนน้ำสูงขึ้น การดูแลรักษา จัดหาและใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า จึงเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักเป็นอย่างยิ่ง การบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจรที่ดีนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการซื้อน้ำดิบมาใช้ในกระบวนการผลิตแล้ว ยังช่วยลดปริมาณน้ำเสียและลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการน้ำเสียอีกด้วย บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถติดตามได้จากหน้าเว็บไซต์ของบริษัทฯ (www.thoresen.com) รวมถึงบริษัทในเครือได้มีการกำหนดนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

โทรีเซน ชิปปิ้ง และเมอร์เมด

สำหรับธุรกิจขนส่งทางเรือและธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง มีมาตรการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเล โดยโทรีเซน ชิปปิ้ง มีมาตรการบำบัดน้ำอับเฉาเรือ (Ship’s Ballast Water) รวมทั้งมีการติดตั้งอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ช่วยทำลายสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมและชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ติดมากับน้ำอับเฉาเรือให้หมดไปก่อนปล่อยลงสู่ทะเลเสมอ โดยดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์บำบัดน้ำอับเฉาเรือ (BWT) บนเรือทั้ง 24 ลำเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2563

บริษัทถือเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริการด้านการขนส่งทางเรือและบริการวิศวกรรมใต้ทะเล ซึ่งส่ง ผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรน้ำอันเนื่องมาจากการปล่อยน้ำเสียลงทะล ดังนั้น โทรีเซน ชิปปิ้ง และเมอร์เมด จึงได้ทำการจัดตั้งหน่วยงาน Technical Department เพื่อดูแลการบริหารจัดการน้ำและน้ำเสีย นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การทะเลระหว่างประเทศ โทรีเซน ชิปปิ้ง ได้กำหนดมาตรการลดการปล่อยของเสียที่เกิดจากคราบน้ำมันปนเปื้อน โดยกำหนดให้มีการติดตั้งเครื่องกรองน้ำมัน (Oily Water Separator) เพื่อกรองน้ำมันที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานจาก น้ำเสียก่อนจะปล่อยลงสู่ทะเล โดยเรือทุกลำจะมีเครื่องกรองน้ำมันติดตั้งไว้ และมีการใช้ระบบกรองน้ำมันออกจากน้ำเสีย ทุกครั้ง นอกจากนี้ ยังทำการตรวจสอบคุณภาพน้ำเสียที่ผ่านการกรองน้ำมันแล้ว ก่อนปล่อยลงสู่ทะเลอีกขั้นตอนหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีสิ่งปนเปื้อนทิ้งลงสู่ทะเล และเพื่อช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของทะเล ซึ่งจากการตรวจสอบคุณภาพน้ำเสียที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณน้ำมันที่เหลือปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสียที่จะปล่อยสู่ทะเล มีน้อยกว่าร้อยละ 15 ppm และสืบเนื่องจากการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ำและน้ำเสียอย่างต่อเนื่อง ทำให้ โทรีเซน ชิปปิ้ง ได้รับใบสำคัญรับรองระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากน้ำมัน หรือ International Oil Pollution Prevention Certificate (IOPP Certificate) จากการปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ เมอร์เมด และโทรีเซน ชิปปิ้ง ยังได้ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียที่เกิดจากการดำเนินงานบนเรือก่อนปล่อยลงสู่ทะเล (เครื่องกรอง) ซึ่งได้รับการรับรองคุณภาพและมีการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบ (Surveyor)

เมอร์เมด

การใช้น้ำของเมอร์เมดประกอบด้วยการใช้ในการปฏิบัติงานทางเรือและการดำเนินการของคลังสินค้า ในการปฏิบัติงานทางเรือ การใช้น้ำทั้งหมดสูงถึง 16,043 ลูกบาศก์เมตร ในปี 2564 โดยมีน้ำที่ถูกสูบขึ้นมาใช้ 24,262 ลูกบาศก์เมตร และมีการปล่อยน้ำ 8,219 ลูกบาศก์เมตร น้ำที่ปล่อยออกนั้นมาจากเรือเอนดูเรอร์ทั้งหมด เมอร์เมดไม่ได้ปฏิบัติงานในภูมิภาคที่ขาดแคลนน้ำจืด แหล่งน้ำที่ใหญ่ที่สุดมาจากน้ำที่ผลิตได้บนเรือ คิดเป็นร้อยละ 49 ของปริมาณน้ำที่สูบขึ้นมาทั้งหมด เรือเอเชียน่าสูบน้ำจากทะเลโดยตรง

การใช้น้ำของเมอร์เมดในการดำเนินการของคลังสินค้าอยู่ที่ 3,578 ลูกบาศก์เมตร ในปี 2564 เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากปี 2564 ซึ่งอาจเป็นผลบางส่วนจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางธุรกิจ การใช้น้ำจำนวนมากเกิดขึ้นที่ประเทศไทย ส่วนที่เหลือเป็นการใช้น้ำที่ประเทศกาตาร์กับประเทศซาอุดิอาระเบีย (ร้อยละ 36) เมอร์เมดจัดการปริมาณการใช้น้ำของตนเองโดยรับประกันการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดการน้ำเสียที่ทำให้เกิดขึ้น

PHC, STC และ PMTA

สำหรับธุรกิจอาหาร เช่น PHC และ STC จะมีการติดตั้งเครื่องดักจับไขมันก่อนปล่อยน้ำสู่ระบบท่อรวมของห้างสรรพสินค้าและมีหน่วยงานสาธารณสุขจากภายนอกสุ่มตรวจคุณภาพน้ำเป็นประจำ ในส่วนของธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร PMTA ได้มีการว่าจ้างผู้รับเหมาที่มีใบรับรองเพื่อเข้ามาจัดการของเสีย รวมทั้งได้มีการวางระบบการบำบัดน้ำเสีย ดำเนินการตรวจสอบ ติดตามผล และรายงานการบริหารจัดการของเสียและน้ำเสียต่อภาครัฐ

AIM

สำหรับธุรกิจบริหารทรัพยากรน้ำ AIM ถือเป็นบริษัทบริหารจัดการน้ำ และระบบสาธาณูปโภคครบวงจร โดยกิจกรรมหลักของบริษัท คือ การลดน้ำสูญเสียในระบบประปาให้กับการประปาส่วนภูมิภาค และการประปานครหลวง นอกจากนี้บริษัท ยังขยายธุรกิจในปี 2564 ในส่วนของการบำบัดน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรม และแม่น้ำลำคลอง รวมทั้งมีส่วนสนับสนุนและผลักดันโครงการสำคัญต่างๆ อาทิ การเดินไฟฟ้าในคลองผดุงกรุงเกษม หรือระบบพลังงานแสงอาทิตย์ของโรงพยาบาลในเครือ BDMS เป็นต้น ซึ่งธุรกิจที่ AIM ดำเนินการนั้น ไม่เพียงเป็นการสร้างมูลค่าเชิงบวกด้านเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมรวมไปถึงการลดผลกระทบเชิงลบที่มีด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดย AIM มีเป้าหมายและความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และตอบแทนสู่สังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อาทิเช่น การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ผ่าน 2 มุมมอง คือ การจัดการน้ำ และน้ำเสีย และการจัดการพลังงาน มีรายละเอียด ดังนี้

  1. นวัตกรรมตัวกลางชีวภาพ เพื่องานด้านการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรม ร่วมกับ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  2. งานระบบผลิตน้ำประปาที่ใช้พื้นที่และพลังงานน้อยลง และการบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย (Non Revenue Water) ร่วมกับการประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำประปาและสามารถดื่มได้แบบเคลื่อนที่
  3. เพิ่มศักยภาพในการบำบัดน้ำในคลองที่เน่าเสียให้ สะอาด ลดการสะสมเชื้อโรค
  4. พัฒนาธุรกิจพลังงานทดแทน เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับโรงพยาบาลต่างๆ เช่น โรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิท โรงพยาบาลศรีระยอง โรงพยาบาลสมิติเวชชลบุรี

โดยในปี 2564 สามารถลดน้ำสูญเสียจากท่อแตกท่อรั่วในพื้นที่รับผิดชอบ 4 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต รวม 29,346,706 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นเงิน 146,733,530 บาท (คิดค่าน้ำต้นทุนที่ 5 บาทต่อลูกบาศก์เมตร)

โดยในปี 2564 สามารถลดการใช้ไฟฟ้า โดยผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 426.4 เมกกะวัตต์ชั่วโมง คิดเป็นเงินมูลค่า 1,789,798.38 บาท (คิดค่าไฟฟ้าต้นทุนที่ 4 บาทต่อกิโลวัตต์)

การจัดการของเสียและวงจรผลิตภัณฑ์

การจัดการของเสียและวงจรผลิตภัณฑ์

ปัจจุบันจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการมากยิ่งขึ้น และเกิดการบริโภคที่สูงขึ้น นำไปสู่ปัญหาการบริหารจัดการของเสียและวงจรผลิตภัณฑ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก โดยในปี พ.ศ. 2593 หรือในอีก 30 ปีข้างหน้า คาดว่าของเสียทั่วโลกจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น 3.40 ล้านตัน และพื้นที่บริเวณเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกถือเป็นแหล่งกำเนิดของเสียมากที่สุดในโลก โดยจะเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า จากปริมาณของเสียในปัจจุบัน ดังนั้น การบริหารจัดการของเสียที่ดีและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ในธุรกิจขนส่งทางเรือของบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ และลดปริมาณของเสียที่ปล่อยลงสู่ทะเล ซึ่งจะช่วยทำให้ทะเลสะอาดขึ้น อันจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของบริษัทฯ นอกจากนี้ การบริหารจัดการของเสียที่ดีจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่กลุ่มบริษัท ทำให้ลูกค้าต้องการใช้บริการของกลุ่มบริษัทมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันผู้มีส่วนได้เสียหลายกลุ่มให้ความสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการของเสียมากขึ้น

บริษัทฯ คำนึงถึงการบริหารจัดการของเสียและวงจรผลิตภัณฑ์และมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการบริหารจัดการของเสีย เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมทั้งลดปริมาณการเกิดของเสียให้น้อยที่สุดอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มีการกำหนดนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการของเสีย (โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหน้าเว็บไซต์ของบริษัทฯ ที่ www.thoresen.com และสนับสนุนและส่งเสริมให้พนักงานของบริษัทฯ ใช้หลัก 4Rs ในการบริหารจัดการของเสียในองค์กร ดังนี้

  • Reduce (การลดการใช้หรือใช้น้อยเท่าที่จำเป็น)
  • Reuse (การนำทรัพยากรกลับมาใช้ซ้ำ)
  • Recycle (การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่)
  • Replace (การใช้ทรัพยากรที่ทดแทนกันได้)

ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทฯ มีการจัดทำระบบการบริหารจัดการ ติดตาม และป้องกันผลกระทบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การแยกประเภท การจัดเก็บ การขนส่ง และการกำจัด รวมถึงมีการตรวจสอบปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นและส่งไปกำจัดอีกด้วย ซึ่งจะสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการของเสียของบริษัทฯ และบริษัทฯ ยังสามารถนำของเสียที่ผ่านการคัดแยก เช่น กล่องกระดาษ กระดาษใช้แล้ว น้ำมันใช้แล้ว และอื่นๆ ไปจำหน่ายหรือเพิ่มมูลค่าในรูปแบบอื่นๆ

โทรีเซน ชิปปิ้ง และเมอร์เมด

ในส่วนของ โทรีเซน ชิปปิ้ง และเมอร์เมด มาริไทม์ มีแผนการจัดการขยะเพื่อจัดเก็บและลดปริมาณขยะอย่างเป็นระบบ และมีการจัดอบรมพนักงานเกี่ยวกับการบริหารจัดการของเสียบนเรือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามข้อตกลงของ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ (MARPOL) และช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้แก่พนักงาน

โครงการรณรงค์ลดใช้พลาสติกและลดการก่อพลาสติกของ โทรีเซน ชิปปิ้ง

ในปี 2564 โทรีเซน ชิปปิ้ง ได้มีโครงการรณรงค์ลดการใช้พลาสติกและลดการก่อพลาสติก โดยมีการจัดทำโปสเตอร์เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้กับพนักงานเรือ และพนักงานที่สำนักงาน ได้ทราบถึงผลกระทบของขยะที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และวิธีการช่วยรักษ์โลก เช่น การใช้ถุงผ้า การแยกขยะ การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ โทรีเซน ชิปปิ้ง ได้รับประกาศนียบัตรจาก Shore Facility ซึ่งเป็นการยืนยันว่า บริษัทได้มีการจัดการขยะอย่างเป็นระบบและไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เมอร์เมด

เมอร์เมดตระหนักถึงความจำเป็นในการรักษาสภาพแวดล้อมทางทะเลและได้ระบุแหล่งที่มาของขยะว่าส่วนมากมาจากสำนักงาน (ขยะทั่วไป) และมาจากพื้นที่ปฏิบัติงานทางทะเล (สารเคมี) เมอร์เมดทำให้เกิดทั้งขยะอันตรายและขยะไม่อันตราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติของ ISO14000 สำหรับแผนการจัดการขยะทางเรือโดยเฉพาะขยะทั้งหมดในปีงบประมาณ 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 570 เมตริกตัน โดยมีน้ำมันที่ใช้แล้ว พลาสติก และสารดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นแหล่งที่มาที่มากที่สุดสามอันดับแรก เทียบกับปีงบประมาณ 2564 เมอร์เมดสามารถลดปริมาณขยะในกากตะกอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขยะไม่อันตรายจำนวนมากที่เกิดขึ้นบนเรือถูกกำจัดบนชายฝั่งโดยแผนกดูแลของท่าเทียบเรือ ในขณะที่ขยะอันตรายส่วนใหญ่ถูกนำไปฝังกลบ นอกจากขยะจากเรือแล้ว ขยะจากสำนักงานจำนวน 288 เมตริกตัน ได้ถูกทำให้เกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2564 ประกอบด้วยขยะมูลฝอยต่างๆ เช่น อาหาร กระดาษ พลาสติก เป็นต้น

ปริมาณขยะแบ่งตามประเภทต่าง ๆ
ปริมาณขยะที่ถูกส่งไปกำจัดโดยการดำเนินการกำจัดขยะ

PMTA

ในส่วนของธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร PMTA ได้มีการว่าจ้างผู้รับเหมาที่มีใบรับรองเพื่อเข้ามาจัดการของเสียทั้งที่เป็นอันตรายและไม่เป็นอันตรายอันเกิดจากการดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนาม ให้สอดคล้องตามกฎหมายของประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ PMTA ได้มีการวางระบบการบำบัดน้ำเสียและการควบคุมดูแลการปล่อยของเสียในอากาศ โดยมีค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการกำจัดขยะและบำบัดน้ำเสียรวมถึง คนงานและการฝึกอบรมอยู่ที่ประมาณ 10-15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน และ PMTA ยังได้ดำเนินการตรวจสอบ ติดตามผล และรายงานการบริหารจัดการของเสียต่อภาครัฐอีกด้วย

AIM

บริษัทกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาการเปิดเผยข้อมูล หัวข้อ การจัดการของเสียและวงจรผลิตภัณฑ์