การจัดการด้านความยั่งยืนในมิติสังคม
หนึ่งในกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนคือการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างองค์กรและผู้มีส่วนได้เสียทั้งสังคมภายใน และสังคมภายนอก การเข้าถึงความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียจะช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ สร้างโอกาสทางธุรกิจจากการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ บริบททางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมในปัจจุบัน โดยกลุ่มบริษัทตระหนักดีว่าการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท อาจก่อผลกระทบต่อสังคม กลุ่มบริษัทจึงดำเนินธุรกิจอย่างคำนึงถึงการรับผิดชอบต่อสังคมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งกลุ่มบริษัทเชื่อว่าจะสามารถบูรณาการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการดำเนินธุรกิจ โดยมีเป้าหมายตามมิติสังคมที่กำหนดไว้เพื่อสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืน โดยถือเป็นภารกิจหลักขององค์กรในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ในการดูแลสุขภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในสังคมผ่านการดำเนินโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ พัฒนาความรู้และทักษะการทำงาน วัฒนธรรมความปลอดภัย ความปลอดภัยในสุขภาพในปัจจุบัน เป็นต้น ผ่านกระบวนการดำเนินธุรกิจ (CSR-in-Process) และนอกกระบวนการหลักของการดำเนินธุรกิจ (CSR-after-Process)
กลุ่มบริษัทตระหนักถึงความสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน จึงได้จัดทำกลยุทธ์ด้านสังคม เพื่อให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุขและผูกพันต่อองค์กร อาทิ การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ เสริมทักษะความชำนาญ การรักษาพนักงานที่มีศักยภาพและการดูแลพนักงาน การจัดทำแผนสืบทอดตำแหน่งที่สำคัญ การเคารพสิทธิมนุษยชน รวมถึง การบริหารค่าตอบแทน การจัดสรรสวัสดิการอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม โดยเป็นส่วนหนึ่งของการบรรลุสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 3 (การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) เป้าหมายที่ 4 (การศึกษาที่มีคุณภาพ) เป้าหมายที่ 5 (ความเท่าเทียมทางเพศ) เป้าหมายที่ 8 (การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ) และเป้าหมายที่ 9 (อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน) รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและสังคมของกลุ่มบริษัท ซึ่งสอดคล้องกับ SDGs เป้าหมายที่ 3 4 และ 5
แนวทางปฏิบัติของกลุ่มบริษัทต่อสังคม
- ส่งเสริมให้ผู้บริหารและพนักงานมีส่วนร่วมหรือเป็นผู้ริเริ่มจัดกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ ครอบคลุมการพัฒนาชุมชน การศึกษาและพัฒนาเยาวชน ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
- จัดให้มีกลไกติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
- ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมการอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพในทุกระดับ
- กำกับดูแลให้การปฏิบัติงานสอดคล้องตามกฎหมาย มาตรฐาน และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
- เตรียมความพร้อมและตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับหน่วยงานภาครัฐและผู้ที่เกี่ยวข้อง
-
การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน
-
การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน
กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยเคารพความหลากหลายและปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มขององค์กรด้วยความเป็นธรรม เสมอภาค และไม่เลือกปฏิบัติ และมีกลไกการดำเนินงานในการขจัดการละเมิดแรงงานและสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า
การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (2-3)
ในปัจจุบันเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ กลุ่มบริษัทยึดถือว่า สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่จะต้องได้รับ ทั้งความเสมอภาค เป็นธรรม และไม่ถูกจำกัดหรือเลือกปฏิบัติด้วยความแตกต่างทางกาย จิตใจ เชื้อชาติ สัญชาติ ประเทศ ต้นกำเนิด เผ่าพันธุ์ ศาสนา เพศ ภาษา อายุ สีผิว การศึกษา สถานะทางสังคม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม รสนิยมทางเพศ ความพิการ หรืออื่นใด กลุ่มบริษัทตระหนักดีว่าการดำเนินธุรกิจขององค์กรมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อมในกระบวนการต่างๆ เช่น กระบวนการผลิต และกระบวนการขนส่งหรือการให้บริการ ด้วยเหตุนี้กลุ่มบริษัทจึงให้มุ่งดำเนินงานโดยคำนึงถึงความสำคัญและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เช่น ข้อพิพาททางกฎหมาย การฟ้องร้อง ปัญหาด้านแรงงาน สูญเสียความไว้วางใจและภาพลักษณ์ขององค์กรต่อ ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้า
ในทางกลับกันการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพสามารถช่วยให้องค์กรสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน สร้างความแตกต่างในตลาดและดึงดูดลูกค้า เพิ่มการมีส่วนร่วมและความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และส่งเสริมการพัฒนา อย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินธุรกิจต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่าขององค์กร
นโยบายด้านสิทธิมนุษยชน
บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะประกอบธุรกิจบนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานในระดับสากล และกฎหมายของประเทศที่บริษัทฯ มีการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทฯ มีข้อบังคับและระเบียบเกี่ยวกับการทำงานที่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ตลอดจนกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2553 นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ทำการปรับปรุงนโยบายสิทธิมนุษยชนในปี 2568 เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการจัดการด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ ในทุกระดับขององค์กรครอบคลุมทั้งพนักงาน คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ รวมไปถึงองค์กรอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อาทิ แนวทางการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสีย และความคาดหวังกับผู้มีส่วนได้เสีย โดยอ้างอิงหลักการด้านสิทธิมนุษยชนในระดับสากล เช่น ข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact: UNGC) และปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (The International Labor Organization (ILO) Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work)
ทั้งนี้ สามารถศึกษานโยบายสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงานเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางต่อไปนี้ https://www.thoresen.com/th/corporate-governance/corporate-policy-documents
บริษัทฯ ได้ดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงาน โดยจัดให้มีนโยบายและกลไกควบคุม ดังนี้
- ความเท่าเทียมและความหลากหลายทางสังคมในที่ทำงาน :
- เชื้อชาติ : จัดโครงการอบรมพนักงานเกี่ยวกับความหลากหลายทางเชื้อชาติ สัญชาติ วัฒนธรรม และรสนิยมทางเพศ เพื่อสร้างความเข้าใจ ส่งเสริมความเคารพซึ่งกันและกัน และลดอคติในที่ทำงาน
- ศาสนา : อนุญาตให้พนักงานสามารถใช้เวลาพักตามช่วงเวลาประกอบศาสนกิจของตนได้
- เพศ : กำหนดนโยบายค่าจ้างเท่าเทียมกันระหว่างเพศ พร้อมส่งเสริมให้ผู้หญิงมีโอกาสเข้าดำรงตำแหน่งบริหารมากขึ้น
- อายุ : เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุหรือพนักงานเกษียณสามารถกลับมาทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสม พร้อมจัดอบรมเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ (reskill) ให้พนักงานทุกช่วงอายุสามารถปรับตัวเข้ากับงานได้
- ความพิการ (Disabilities): ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ทางลาด ห้องน้ำ และจัดอุปกรณ์ช่วยเหลือ เพื่อให้พนักงานที่มีความพิการสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเท่าเทียม
- การป้องกันการใช้แรงงานเด็ก : กำหนดกระบวนการตรวจสอบอายุและเอกสารยืนยันตัวตนในขั้นตอนการรับสมัครพนักงาน
- การป้องกันแรงงานบังคับ : ใช้สัญญาจ้างงานที่ยืนยันการจ้างงานแบบสมัครใจ และเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนผ่านระบบภายใน Whistleblower System เพื่อให้พนักงานสามารถแจ้งข้อกังวลได้โดยปลอดภัย
- การมีส่วนร่วมของตัวแทนพนักงานกับผู้บริหาร : จัดตั้งคณะตัวแทนพนักงานอย่างเป็นทางการในรูปแบบ คณะกรรมการสวัสดิการ พร้อมกำหนดให้มีการประชุมหารือร่วมกับฝ่ายบริหารและจัดทำบันทึกการประชุมเป็นหลักฐานประกอบ
- การลดชั่วโมงทำงานที่มากเกินมาตรฐาน : ใช้ระบบบันทึกเวลาปฏิบัติงาน (Time Attendance System) เพื่อควบคุมและติดตามเพดานค่าทำงานล่วงเวลา (OT) ของพนักงาน
- การสนับสนุนค่าจ้างที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพ : ปรับโครงสร้างค่าตอบแทนควบคู่กับสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือที่พักอาศัย และนำข้อมูลค่าจ้างเปรียบเทียบกับดัชนีค่าครองชีพ เพื่อประเมินความเหมาะสมต่อการใช้ชีวิตของพนักงานในระยะยาว
ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน
ประเด็นความเสี่ยง มาตรการป้องกันและการลดผลกระทบ ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน - มีการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลรวมถึงเครื่องทุ่นแรง สำหรับพนักงานตามลักษณะงาน
- เผยแพร่แนวปฏิบัติในช่วงสถานการณ์ภัยพิบัติ
แนวปฏิบัติด้านแรงงาน สุขภาพ
ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดี ของพนักงานของคู่ค้าและพนักงาน- จัดทำและสื่อสารจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้า
- กำหนดให้คู่ค้ารายใหม่ต้องจัดทำแบบประเมินตนเอง
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในการประเมินความเสี่ยงและแนวทางการบริหารจัดการได้ที่หัวข้อ “ปัจจัยความเสี่ยง” ภายในรายงาน 56-1 One Report ของบริษัทฯ
แนวทางบริหารจัดการและผลการดำเนินงานด้านการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (302-1)
โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (Thoresen Thai Agencies: TTA)
TTA สื่อสารนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เช่น พนักงาน คู่ค้า โดยนโยบายสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ จะมีการบังคับใช้ครอบคลุมไปถึงบริษัทในทุกหน่วยธุรกิจให้ครอบคลุมการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร รวมถึงมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและพัฒนากลไกการร้องเรียน เพื่อให้การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล
TTA สื่อสารนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เช่น พนักงาน คู่ค้า โดยนโยบายสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ จะมีการบังคับใช้ครอบคลุมไปถึงบริษัทในทุกหน่วยธุรกิจให้ครอบคลุมการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร รวมถึงมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและพัฒนากลไกการร้องเรียน เพื่อให้การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล
กระบวนการติดตามสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence)
บริษัทฯ กำหนดให้มีกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดขอบเขตครอบคลุมพื้นที่ดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทฯ ที่ครอบคลุมถึงพนักงานและคู่ค้ามาพัฒนาและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ ผู้มีส่วนได้เสีย และลดผลกระทบทางด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าโดยดำเนินการตามกระบวนการดังนี้
1. กำหนดขอบเขต: บริษัทฯ กำหนดให้มีกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดขอบเขตครอบคลุมพื้นที่ดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทฯ ที่ครอบคลุมถึงพนักงานและคู่ค้ามาพัฒนาและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ ผู้มีส่วนได้เสีย และลดผลกระทบทางด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าโดยดำเนินการตามกระบวนการดังนี้2. ระบุประเด็นความเสี่ยงทางด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้น: บริษัทฯ ทบทวนประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชนทั้งที่เกิดขึ้นจริงและอาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ3. ประเมินความเสี่ยงทางด้านสิทธิมนุษยชน: บริษัทฯ ประเมินความเสี่ยงทางด้านสิทธิมนุษยชน โดยพิจารณาเกณฑ์ขนาดความรุนแรงของผลกระทบและเกณฑ์โอกาสในการเกิดการละเมิดด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ประกอบด้วยพนักงาน และคู่ค้า ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดระดับความรุนแรงของความเสี่ยงทางด้านสิทธิมนุษยชน แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ สูงมาก (Extreme) สูง (High) ปานกลาง (Moderate) และต่ำ (Low) ซึ่งประเด็นความเสี่ยงทางด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับปานกลางถึงสูงมากจะมีการพิจารณาทบทวนแนวทางการจัดการของบริษัทฯ ในปัจจุบัน ให้สอดคล้องกับผลการประเมินความเสี่ยงทางด้านสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันประเมินความเสี่ยงทางด้านสิทธิมนุษยชนอยู่ในระดับต่ำ4. กำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน: บริษัทฯ พิจารณามาตรการดำเนินงานเพื่อจัดการประเด็นความเสี่ยงทางด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อใช้เป็นแนวทางใน การลดและควบคุมผลกระทบเพื่อให้อยู่ในระดับต่ำหรืออยู่ในระดับที่ยอมรับได้5. การติดตามและทบทวนผลการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน: กลุ่มงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องของบริษัทฯ จะทำหน้าที่ติดตามและทบทวนมาตรการทางด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ ในแต่ละประเด็นที่ได้ดำเนินงานไปในทุกๆ ประเด็นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าประเด็นดังกล่าวถูกปรับปรุงและแก้ไขแล้ว6. การดูแลเยียวยา: จัดให้มีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ยังช่วยให้มั่นใจว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต การจัดการการเยียวยามีการวางแผนและดำเนินการอย่างเป็นระบบ เช่น การฟื้นฟูสุขภาพจิตใจ การให้การรักษาพยาบาล การให้คำปรึกษา การขอโทษอย่างเป็นทางการ เป็นต้นบริษัทฯ ยังมีการพิจารณาประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนสำคัญที่มีโอกาสเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ โดยครอบคลุมถึงผู้มีส่วนได้เสียที่มีความเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ได้แก่
- สิทธิแรงงานและสภาพการทำงาน เช่น การใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ การล่วงละเมิดทางเพศหรือการคุกคามในที่ทำงาน
- การเลือกปฏิบัติและความเท่าเทียม เช่น การเลือกปฏิบัติทางเพศ เชื้อชาติ หรือความพิการ ความไม่เท่าเทียมในการจ้างงานและ การเลื่อนตำแหน่ง
- สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย เช่น การขาดมาตรการและอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ สภาพแวดล้อมที่มีสารพิษหรือความเสี่ยงต่อสุขภาพ
นอกจากนี้บริษัทฯ คำนึงถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในการคัดเลือกคู่ค้า โดยมีการพิจารณาประวัติการละเมิดด้านสิทธิมนุษยชนของคู่ค้า ตรวจสอบและเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ จะไม่ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
การยกระดับระบบกลไกข้อร้องเรียนและการเยียวยา

บริษัทฯ มีกระบวนการจัดการกับข้อร้องเรียนต่างๆ รวมทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความคิดเห็นและข้อกังวลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน และสามารถร้องเรียนหรือร้องทุกข์โดยการปรึกษาหารือกับหัวหน้างานเป็นอันดับแรก หากยังแก้ปัญหาไม่ได้ พนักงานสามารถเสนอข้อร้องเรียนข้างต้นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไป โดยผู้บังคับบัญชาจะต้องสอบสวนและพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน หากขั้นตอนที่ 2 ไม่เป็นผล พนักงานสามารถยื่นข้อร้องเรียนต่อฝ่ายบริหารภายใน 7 วัน เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริง ซึ่งฝ่ายบริหารพร้อมจะพิจารณาและดำเนินการด้วยความถูกต้องและเป็นธรรม โดยผลการพิจารณาในขั้นนี้ถือเป็นที่สิ้นสุด พนักงานสามารถส่งข้อร้องเรียนหรือแสดงข้อคิดเห็นให้บริษัทฯ รับทราบผ่านช่องทางอีเมล whistleblowing@thoresen.com นอกจากนั้นพนักงานสามารถแสดงข้อคิดเห็นเรื่องสิทธิประโยชน์ของพนักงานผ่านคณะกรรมการสวัสดิการ บริษัทฯ จัดให้มีมาตรการเยียวยาสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

เป้าหมายเชิงคุณภาพ : บริษัทฯ มุ่งสร้างความตระหนักและความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับ เพื่อให้ยึดถือและปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม และส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพความหลากหลายและความเท่าเทียม
เป้าหมายเชิงปริมาณ :
- ข้อร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชนเป็นศูนย์
- พนักงานทุกคนต้องผ่านการอบรมทบทวนความรู้เรื่องนโยบายสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงานโดยมีอัตราการเข้าร่วมฝึกอบรม ร้อยละ 100
การสร้างความตระหนักด้านสิทธิมนุษยชน
บริษัทฯ เคารพและให้ความสำคัญในความหลากหลายของบุคลากร และมีความเชื่อว่าความแตกต่างของบุคลากรแต่ละคนจะเป็นตัวนำการขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทฯ ให้เป็นไปด้วยความหลากหลาย โดยบริษัทฯ แบ่งมิติความหลากหลายเป็น 2 มิติหลัก ได้แก่ ระดับปฐมภูมิ ซึ่งประกอบด้วย อายุ เพศ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ชาติพันธุ์ รสนิยมทางเพศ ความสามารถทางกายภาพหรือความทุพพลภาพ และระดับทุติยภูมิ ประกอบด้วยภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยม การศึกษา ประสบการณ์ นอกจากนี้ แรงงานสตรีและสตรีมีครรภ์ยังได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ บริษัทฯ มิได้มีบรรทัดฐานในการคัดสรรบุคลากรโดยอ้างอิงจากมิติข้างต้น รวมถึงไม่นำเหตุผลทางเพศมาเป็นเหตุในการเลิกจ้าง ปรับตำแหน่ง หรือลดเงินเดือน โดยคณะกรรมการสวัสดิการของบริษัทฯ จะดูแลความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานทุกคน (2-30)

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงการปฏิบัติตามเป้าหมายเชิงคุณภาพในการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพสิทธิมนุษยชน ความหลากหลาย และความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม บริษัทฯ ได้จัดอบรมหลักสูตรทบทวนความรู้เกี่ยวกับนโยบายสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน ให้กับผู้บริหารและพนักงาน เพื่อเผยแพร่ ให้ความรู้ ทำความเข้าใจ กำหนดแนวทาง และให้การสนับสนุนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อให้มีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรม เคารพต่อสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติต่อทุกคนตามหลักสิทธิมนุษยชน ในปี 2568 อัตราการเข้าร่วมการอบรมดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 100 สำหรับผู้บริหารในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และร้อยละ 100 สำหรับพนักงานในวันที่ 12 มกราคม 2569 ตามลำดับ และมีการเผยแพร่นโยบายสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงานผ่านระบบ Portal และเว็บไซต์ของบริษัทฯ ซึ่งเป็นผลให้บริษัทฯ บรรลุเป้าหมายเชิงปริมาณด้านการอบรมพนักงานครบถ้วนร้อยละ 100
ในปี 2568 บริษัทฯ ไม่ได้รับรายงานเหตุการณ์หรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และ ไม่มีประเด็นที่บริษัทฯ ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานไทย จึงถือว่าบริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายเชิงปริมาณด้าน ข้อร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชนเป็นศูนย์ได้ตามที่กำหนดไว้
จำนวนบุคลากรทั้งหมดและความหลากหลาย(2-7),(2-8),(405-1)
หมายเหตุ: พนักงานทุกคนปฏิบัติงานที่สำนักงานใหญ่ และเป็นพนักงานประจำเพศ ประเภท 2566 2567 2568 ชาย ผู้บริหารระดับสูง 5 5 6 ผู้บริหารระดับกลาง 4 6 9 ผู้บริหารระดับต้น 8 15 20 พนักงาน (รวมผู้พิการ) 20 26 26 ลูกจ้างชั่วคราว 0 0 0 รวมเพศชาย 37 53 61 หญิง ผู้บริหารระดับสูง 1 1 1 ผู้บริหารระดับกลาง 8 7 5 ผู้บริหารระดับต้น 25 27 50 พนักงาน (รวมผู้พิการ) 37 45 26 ลูกจ้างชั่วคราว 0 0 0 รวมเพศหญิง 71 80 82 รวมทั้งหมด 108 133 143 จำนวนคณะกรรมการบริษัทแบ่งตามอายุ
อายุ 2566 2567 2568 ชาย หญิง รวม ชาย หญิง รวม ชาย หญิง รวม < 30 ปี จำนวนคน 0 0 0 0 0 0 0 0 0 ร้อยละ 0 0 0 0 0 0 0 0 0 30 – 50 ปี จำนวนคน 2 1 3 2 1 3 2 1 3 ร้อยละ 18.18 9.09 27.27 18.18 9.09 27.27 18.18 9.09 27.27 > 50 ปี จำนวนคน 8 0 8 8 0 8 8 0 8 ร้อยละ 72.73 0 72.73 72.73 0 72.73 72.73 0 72.73 รวม 10 1 11 10 1 11 10 1 11 ร้อยละ 90.91 9.09 100 90.91 9.09 100 90.91 9.09 100 จำนวนพนักงานแบ่งตามอายุ
อายุ 2566 2567 2568 ชาย หญิง รวม ชาย หญิง รวม ชาย หญิง รวม < 30 ปี จำนวนคน 2 16 18 3 21 24 3 17 20 ร้อยละ 1.9 14.8 16.7 5.7 26.3 18 2.09 11.88 13.98 30 – 50 ปี จำนวนคน 5 6 11 36 51 87 40 58 98 ร้อยละ 4.63 5.56 10.18 27.07 38.35 65.41 27.97 40.56 68.53 >50 ปี จำนวนคน 30 49 79 14 8 22 18 7 25 ร้อยละ 27.78 45.37 73.15 10.52 6.02 16.54 12.59 4.90 17.49 รวม 37 71 108 53 80 133 61 82 143 ร้อยละ 34.26 65.74 100 39.84 60.18 100 42.66 57.34 100 จำนวนพนักงานแบ่งตามสัญชาติ
สัญชาติ 2567 2568 ชาย หญิง รวม ชาย หญิง รวม ไทย จำนวนคน 51 80 131 59 82 141 ร้อยละ 38.35 60.15 98.50 41.26 57.34 98.60 ฝรั่งเศส จำนวนคน 2 0 2 2 0 2 ร้อยละ 1.50 0 1.50 1.40 0 1.40 รวม (คน) 53 80 133 61 82 143 ร้อยละ 39.85 60.15 100 42.65 57.34 100 จำนวนพนักงานที่ได้รับสิทธิในการลาคลอดหรือลาดูแลบุตร/1
หมายเหตุ: /1 บริษัทฯ ไม่มีนโยบายในการให้สิทธิพนักงานชายลาดูแลบุตรจำนวนพนักงาน 2567 2568 ชาย หญิง รวม ชาย หญิง รวม ผู้ได้รับสิทธิในการลาคลอดหรือลาดูแลบุตร (คน) - 80 80 - 82 82 ผู้ที่ใช้สิทธิในการลาคลอดหรือลาดูแลบุตร (คน) - 1 1 - - - ผู้ที่กลับมาทำงานหลังใช้สิทธิลาคลอดหรือลาดูแลบุตรแล้ว (คน) - 1 1 - - - ผู้ที่ยังคงสถานะพนักงานกับบริษัทฯ เป็นเวลา 12 เดือนขึ้นไปหลังจากกลับมาจากการใช้สิทธิ (คน) - - - - - - อัตราการกลับมาทำงานหลังลาคลอด (ร้อยละ) - - 100 - - - อัตราการกลับมาทำงานหลังลาคลอด (ร้อยละ) - - 100 - - - - ความเท่าเทียมและความหลากหลายทางสังคมในที่ทำงาน :
-
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
-
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในสถานที่ทำงานของพนักงาน ครอบคลุมถึงผู้ที่เข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่ทุกคน และมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรที่ปราศจากอุบัติเหตุ โดยกำหนดให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย(403-5),(403-8),(403-9)
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่สุดในการดำเนินงานขององค์กร เนื่องจากกลุ่มบริษัทตระหนักดีว่าบุคลากรคือรากฐานในการดำเนินธุรกิจขององค์กร ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องจักรและเทคโนโลยีต่างๆ สนับสนุนก็ตาม ดังนั้นด้วยความต้องการที่จะเป็นองค์กรปราศจากอุบัติเหตุ การบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้บุคลากรทุกคนมีสุขภาพอนามัยที่ดี มีประสิทธิภาพในการทำงาน และมีความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน กลุ่มบริษัทจึงเน้นการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการขนส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค ไม่ใช่เฉพาะความปลอดภัยของพนักงานเท่านั้นแต่รวมถึงคู่ค้า ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มบริษัทจึงมีนโยบายดูแลพนักงาน ผู้รับเหมา ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ให้มีสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานที่มีความปลอดภัยมากที่สุด
บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยการลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ (Zero Accident) รวมถึงบริษัทฯ และบริษัทในเครือ มีเป้าหมายในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างชัดเจน ดังนี้
- ลดอัตราการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานของพนักงาน
- ลดอัตราเสียชีวิตจากการทำงานของพนักงาน
โดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินการดังนี้
- สร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านความปลอดภัยในสถานประกอบการ โดยให้บุคลากรทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตของตนเองและผู้อื่นเป็นอันดับหนึ่ง ผ่านการดำเนินการตามระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ที่ครอบคลุมทั้งพนักงานและผู้รับเหมา หรือผู้เข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่
- ส่งเสริมให้ผู้บังคับบัญชาทุกคนเป็นผู้นำด้านความปลอดภัย แสดงให้พนักงานเห็นว่าบริษัทฯ คำนึงถึงความปลอดภัยของพนักงาน รวมถึงผู้รับเหมา และบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องในทุกขั้นตอนการปฏิบัติงาน
- วิเคราะห์ทบทวนมาตรการป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น รวมถึงประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยตามลักษณะงาน เพื่อกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับต่ำและกำหนดข้อบังคับใช้ในการดำเนินงาน ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
- เก็บข้อมูลการดำเนินงานด้านความปลอดภัย และเปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อนำ มาพัฒนาแผนลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- จัดทำคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงาน และจัดอบรมให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนมีความรู้เกี่ยวกับ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อให้บริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพตามลักษณะงาน
- การตรวจสอบและติดตามการปฏิบัติงานและระบบเอกสารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีการปฏิบัติ ตามข้อกำหนด กฎหมาย และมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยึดถือข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานสากลมาเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการทำงาน การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน และการมีสุขภาวะที่ดีของพนักงานและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย
- กฎหมายกระทรวงแรงงานเรื่องการกำหนดมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปี พ.ศ. 2549
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปี พ.ศ. 2554
- พระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ ปี พ.ศ. 2554 เรื่องกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการและดำเนินการ ด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย ปี พ.ศ. 2555
โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (Thoresen Thai Agencies: TTA)

เป้าหมายเชิงคุณภาพ : TTA มุ่งสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงานให้กับพนักงานทุกระดับ ผ่านการสื่อสาร การอบรม และการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานอย่างเป็นระบบ
เป้าหมายเชิงปริมาณ : อัตราความถี่การบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานจากการทำงาน (Lost Time Injury Frequency Rate:LTIFR) เป็นศูนย์
แนวทางการบริหารจัดการ (403-5),(403-8),(403-9)
เนื่องจากความปลอดภัยในการทำงานถือเป็นความรับผิดชอบของทุกคน บริษัทฯ ได้สร้างพื้นฐานความปลอดภัยในการทำงาน และมีการดำเนินการในเรื่องอาชีวอนามัย ไม่ว่าจะเป็นด้านการดูแลสุขภาพอนามัยของพนักงาน มีการตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานให้อยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาวะอนามัยของพนักงาน โดยบริษัทฯ มีจัดการอบรม การซักซ้อมเพื่อเตรียมการณ์ต่อสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรม 5 ส ประกอบด้วย สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และสร้างนิสัย เป็นประจำ เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ดี
TTA ได้จัดทำแผนงานการสื่อสารเรื่องความปลอดภัยในองค์กรผ่านบอร์ดประชาสัมพันธ์ อีเมลเวียน และระบบ Portal ของบริษัทฯ รวมถึงมีการอบรมทบทวนความรู้ให้กับพนักงานใหม่ และพนักงานเดิมเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุกปี โดยในการกำกับดูแลด้านความปลอดภัย TTA แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย แผนกธุรการและแผนกทรัพยากรบุคคลทำหน้าที่ดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน และปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับบริหาร ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และติดตามการดำเนินงานเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน ให้เป็นไปตามเป้าหมายและแผน เพื่อให้มีการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับบริษัทฯ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน บริษัทฯ ประเมินความเสี่ยงเนื่องจากการทำงานที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งต่อ พนักงาน คู่ค้า ผู้รับเหมา และผู้มาปฏิบัติงานภายในพื้นที่ รวมถึงฝึกอบรมเฉพาะด้านเพื่อลดความเสี่ยง ดังนี้
- การระบุอันตรายจากงาน กำหนดให้มีการประเมินความเสี่ยง เพื่อระบุกระบวนการในการปฏิบัติงานที่อันตราย และนำไปศึกษาหาวิธีป้องกันการเกิดหรือลดทอนอันตรายที่เกิดขึ้น
- การสอบสวนอุบัติเหตุทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ หรือโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง โดยในการทำรายงาน และเสนอแนวทางแก้ไข เพื่อหาสาเหตุ รายละเอียดเหตุการณ์ และแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
ช่องทางการร้องเรียน
ในกรณีที่พนักงานมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สามารถใช้ช่องทางการร้องเรียน ดังต่อไปนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปรับปรุงการดำเนินงาน เพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน
เว็บไซต์ www.thoresen.com อีเมล whistleblowing@thoresen.com ไปรษณีย์ คณะกรรมการตรวจสอบ
ตู้ ป.ณ. 12 ปณฝ. ไทยพาณิชย์ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน)แจ้งด้วยตนเองได้ที่ หัวหน้าแผนกตรวจสอบภายในและการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของบริษัทฯ ในปี 2568 ไม่มีข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
กิจกรรมและโครงการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
โครงการอพยพหนีไฟประจำปี 2568
นิติบุคคลอาคารชุดอรกานต์ซึ่งเป็นอาคารที่ TTA ตั้งอยู่ จัดฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟในตึกอรกานต์ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568

ในปี 2568 สำนักงานใหญ่ของ TTA มีการดูแลด้านความปลอดภัยโดยแผนกธุรการ โดยตั้งเป้าหมายในปี 2568 อัตราการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานจากการทำงาน (LTIFR) เท่ากับ 0 ครั้ง ซึ่งบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมถึง TTA ได้จัดกิจกรรมซ้อมแผนฉุกเฉินและอพยพหนีไฟประจำปี 2568 จำนวน 1 ครั้ง ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี สามารถอพยพหนีไฟได้ภายในเวลา 14 นาที ซึ่งควบคุมโดยหน่วยงานฝึกอบรมกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็น หน่วยงานฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้นและหน่วยงานฝึกซ้อมดับเพลิงและหนีไฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และในปี 2568 ไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการหยุดชะงักทางธุรกิจ
บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายเชิงคุณภาพด้านความปลอดภัยในการทำงานได้ โดยมีการสื่อสารและอบรมด้านความปลอดภัยให้กับพนักงานอย่างสม่ำเสมอ มีการประเมินความเสี่ยงและติดตามการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การจัดการด้านความปลอดภัยเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด และช่วยลดความเสี่ยงจากการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลการบาดเจ็บจากการทำงานของ TTA พื้นที่สำนักงานใหญ่
หมายเหตุ:ประเภทการบาดเจ็บ จำนวน (ครั้ง) 2566 2567 2568 พนักงาน ผู้รับเหมา/1 พนักงาน ผู้รับเหมา/1 พนักงาน ผู้รับเหมา/1 อัตราการบาดเจ็บจากการทำงาน (IFR) 0 0 0 0 0 0 อัตราความรุนแรงของ
การเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน (ISR)0 0 0 0 0 0 อัตราความถี่การบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานจากการทำงาน
(Lost Time Injury Frequency Rate : LTIFR) หรือ
อัตราการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน
(Lost Time Injury Rate: LTIR)0 0 0 0 0 0 อัตราการบาดเจ็บรุนแรงสูงจากการทำงาน
(ไม่รวมเสียชีวิต)0 0 0 0 0 0 จำนวนอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิตจากการทำงาน 0 0 0 0 0 0 จำนวนการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยจากการทำงาน 0 0 0 0 0 0 จำนวนครั้งที่เกิดจากเจ็บป่วยจากการทำงาน 0 0 0 0 0 0 จำนวนแรงงานทั้งหมดภายใต้ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย/2 108 - 133 27 143 31
/1 ผู้รับเหมา หมายถึง พนักงานหรือแรงงานที่ไม่ใช่พนักงานของบริษัทฯ แต่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ของบริษัทฯ เป็นการชั่วคราว โดยต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของบริษัทฯ อย่างเคร่งครัด
/2 จำนวนแรงงานทั้งหมดภายใต้ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และร้อยละของแรงงานทั้งหมดภายใต้ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เริ่มเก็บข้อมูลครั้งแรกในปี 2567
/3 อัตราความถี่การบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานจากการทำงาน (Lost Time Injury Frequency Rate : LTIFR) หรือ อัตราการบาดเจ็บถึงขั้น หยุดงาน (Lost Time Injury Rate: LTIR) หมายถึง ราย/1,000,000 ชั่วโมงการทำงาน
การสร้างความตระหนักเรื่องความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
การอบรมในหัวข้อ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน 2567 2025 จำนวนหลักสูตรที่อบรม 18 4 จำนวนผู้บริหารที่เข้าร่วม (ร้อยละ) 100 100 จำนวนพนักงานที่เข้าร่วม (ร้อยละ) 71.43 100 โครงการ TTA Run Club
TTA จัดกิจกรรม TTA Run Club วิ่งวันละนิด… หัวใจฟิต ร่างกายเฟิร์ม โดยมีพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งเพื่อส่งเสริมสุขภาพและสะสมระยะทางอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 1 เดือน โดยมีพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 60 คน ตลอดระยะเวลากิจกรรม พนักงานได้แสดงถึงความมุ่งมั่นและวินัยในการดูแลสุขภาพ ส่งผลให้สามารถสะสมระยะทางรวมได้ทั้งสิ้น 5,791 กิโลเมตร


-
การพัฒนาทุนมนุษย์
-
การพัฒนาทุนมนุษย์
กลุ่มบริษัทตระหนักดีว่าพนักงานเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้องค์กรพัฒนาสู่อนาคตที่ยั่งยืน กลุ่มบริษัทจึงมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้พนักงานทุกคนและทุกระดับได้รับ การพัฒนาให้เป็นคนเก่ง และมีทัศนคติที่ดี รวมทั้งมีทักษะ ความรู้ และความสามารถที่เท่าทันสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วผ่านวัฒนธรรม การเรียนรู้ตลอดเวลา
การพัฒนาทุนมนุษย์ (404-1),(404-2),(404-3)
นอกเหนือไปจากการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่ดี เช่น การมีสวัสดิการรองรับและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน รวมถึงการให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจแก่พนักงานเพื่อช่วยดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถไว้กับองค์กรได้บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า การจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพเป็นหนึ่งส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทฯ จึงมีการกำหนดกลยุทธ์การบริหารงานทรัพยากรบุคคลผ่านการอบรมและพัฒนาศักยภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างความผูกพันของพนักงาน ทั้งนี้การดำเนินงานด้านการบริหารทุนมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นที่จะต้องมีการวัดผลได้อย่างชัดเจน เพื่อประเมินผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาบุคคลของบริษัทฯ ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาแผนการให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
นโยบายและการจัดการ
บริษัทฯ มีการประเมินผลการปฏิบัติงานสอดคล้องตามตำแหน่งหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมและเหมาะสม ทั้งนี้ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ การเดินเรือได้มีการจัดทำนโยบายด้านแรงงานสำหรับบุคลากรที่ทำงานนอกชายฝั่ง (Fatigue Policy) และดำเนินการประเมินผล การปฏิบัติงานของพนักงานประจำปี โดยการประเมินผลการปฏิบัติงานจะดำเนินการวัดผลใน 3 ส่วน ได้แก่
- การวัดผลตามดัชนีวัดผลสำเร็จของบริษัท (Corporate Key Performance Indicator : Corporate KPI)
- การวัดผลงานรวมแผนกและแต่ละบุคคคล (Department Key Performance Indicator & Individual Key Performance Indicator : Department KPI & Individual KPI)
- การวัดความสามารถหลักของแต่ละบุคคลในด้านต่างๆ (Core Competency)
นอกจากการวัดผลทั้ง 3 ส่วนแล้ว ยังมีการสำรวจแผนพัฒนาของแต่ละบุคคล เพื่อนำไปประกอบการพิจารณา จัดทำแผนฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ของพนักงานในปีถัดไป
แนวทางการบริหารจัดการด้านการพัฒนาทุนมนุษย์
เพื่อให้บุคลากรมีความรู้ความสามารถที่สามารถนำมาพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินงานในแต่ละตำแหน่งงานได้อย่างสูงสุด พร้อมกับการให้โอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติต่อทุกคน บริษัทฯ มีการจัดทำแผนการพัฒนาความสามารถและยกระดับศักยภาพของบุคลากรทุกระดับ โดยการฝึกอบรมในหลักสูตรที่ตรงกับสายงานของบุคลากร รวมทั้ง การสร้างแรงจูงใจด้วยผลตอบแทนในรูปแบบของเงินเดือน เงินรางวัลประจำปี (โบนัส) ประกันสุขภาพ สวัสดิการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าทำงานล่วงเวลา จำนวนวันพักร้อนที่เพิ่มขึ้นตามอายุงานและรางวัลแก่พนักงานที่ทำงานกับบริษัทฯ ในระยะยาวอย่างเหมาะสม และการมีตำแหน่งรองรับการย้ายสายงานตามความสมัครใจ เพื่อขยายการเติบโตของสายงานในองค์กร โดยจะสามารถช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานที่มีความสามารถ การรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กร และเพิ่มความความผูกพันต่อองค์กรอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้มอบหมายให้แผนกทรัพยากรบุคคลของบริษัทฯ ให้มีหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2548 รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามหลักสากล และเคารพต่อความเป็นปัจเจกชนตลอดจนห่วงโซ่คุณค่าขององค์กรตามแนวทางปฏิบัติกำหนดไว้
ช่องทางการร้องเรียน
ผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาทุนมนุษย์
ในกรณีที่พนักงานมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท สามารถใช้ช่องทางที่กลุ่มบริษัทได้จัดเตรียม เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปรับปรุงการดำเนินงาน รักษาและฟื้นฟูความผูกพันและความพึงพอใจของพนักงานได้ทางช่องทางต่อไปนี้
เว็บไซต์ www.thoresen.com อีเมล whistleblowing@thoresen.com ไปรษณีย์ คณะกรรมการตรวจสอบ
บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน)
ตู้ ป.ณ. 12 ปณฝ. ไทยพาณิชย์ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330แจ้งด้วยตนเองได้ที่ หัวหน้าแผนกตรวจสอบภายในและการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของบริษัทฯ โดยในปี 2568 TTA ไม่พบข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับด้านการพัฒนาทุนมนุษย์
โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (Thoresen Thai Agencies: TTA)

เป้าหมายเชิงปริมาณ : จำนวนพนักงานที่เข้าอบรมทบทวนความรู้ประจำปี โดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 80 ของพนักงานทั้งหมด
แนวทางการบริหารจัดการพัฒนาทรัพยากรบุคคล (403-5),(403-8),(403-9)
การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรของบริษัทฯ
บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยมุ่งเน้นในการวางรากฐานที่สำคัญ ทั้งเชิงทฤษฎี และเชิงปฏิบัติ โดยบริษัทฯ มีแผนพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan: IDP) จากการวิเคราะห์ความจำเป็นในการฝึกอบรม (Training Needs Analysis) ที่สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานแต่ละบุคคลและสอดคล้องกับตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งพัฒนาทั้งทักษะในการทำงาน (Hard Skill) และทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Soft Skill) ซึ่งแผนการพัฒนาพนักงานรายบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีของพนักงาน
ในปี 2568 มีพนักงานเข้าร่วมการอบรมทบทวนความรู้ประจำปีคิดเป็นร้อยละ 100 ของพนักงานทั้งหมด สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังการอบรมอยู่ที่ 4.5 คะแนน เต็ม 5 คะแนน สะท้อนถึงความเข้าใจในเนื้อหาและประสิทธิผลของการฝึกอบรม ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานดังกล่าวถือว่าบรรลุตาม เป้าหมายที่กำหนดไว้หลักสูตรที่มีการจัดอบรมขึ้นในปี 2568
-
กิจกรรมและสัมมนา เพื่อเป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ในด้านต่างๆ อาทิ
- การอบรมกฎหมายแรงงาน
แผนกทรัพยากรบุคคลจัดอบรมกฎหมายแรงงานประจำปี 2568 ให้แก่พนักงานแผนกทรัพยากรบุคคลของบริษัทฯ และบริษัทในเครือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน และลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย - การอบรมความรู้ด้านสุขภาพอนามัยของพนักงาน
บริษัทฯ ได้เชิญวิทยากรจากโรงพยาบาลพญาไท 1 มาบรรยายหัวข้อ “ตรวจให้รู้ทันโรคก่อนโรคจะรู้ทันเรา” โดยมีจุดประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยน ให้ความรู้ และจัดกิจกรรม ด้านสุขภาพแก่พนักงาน เพื่อสร้างความตระหนักในการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรคก่อนเกิดความรุนแรง โดยการบรรยายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพพนักงานประจำปี 2568 - การอบรมให้ความรู้ด้านการลงทุน การออมเงิน
- การปรับปรุงการประเมินผลการปฎิบัติงานตามดัชนีวัดผลสำเร็จของบริษัท (Corporate Key Performance Indicator: Corporate KPI)
- การประชุมรายงานผลการดำเนินการงานกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประจำปี
- การอบรมกฎหมายแรงงาน
บริษัทฯ ได้เชิญวิทยากรจากโรงพยาบาลพญาไท 1 มาบรรยายหัวข้อ “ตรวจให้รู้ทันโรคก่อนโรคจะรู้ทันเรา” โดยมีจุดประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยน ให้ความรู้ และจัดกิจกรรม ด้านสุขภาพแก่พนักงาน เพื่อสร้างความตระหนักในการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรคก่อนเกิดความรุนแรง โดยการบรรยายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพพนักงานประจำปี 2568
ประโยชน์ที่พนักงานได้รับ ได้แก่
- ระดับความรู้ที่เพิ่มขึ้น การเข้าร่วมโปรแกรมการอบรมและการพัฒนาช่วยเพิ่มระดับความรู้ของพนักงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นจากผลการทดสอบความรู้ที่สูงขึ้น
- การพัฒนาทักษะใหม่ การอบรมช่วยให้พนักงานเรียนรู้ทักษะใหม่ที่จำเป็นต่อการทำงาน เช่น ทักษะด้านเทคนิค, การบริหารจัดการ หรือทักษะการสื่อสาร และการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวกับการทำงาน
- ผลจากการประเมินพฤติกรรม ผลการประเมินจากหัวหน้างานแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทักษะและพฤติกรรมที่สอดคล้องกับหลักสูตรอบรมที่พนักงานเข้าร่วม ซึ่งช่วยให้พนักงานสามารถปรับตัวและทำงานได้ดีขึ้น สร้างโอกาสเติบโตในอาชีพ
- โอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง พนักงานที่ได้รับการพัฒนาและอบรมอย่างสม่ำเสมอมักจะมีโอกาสเลื่อนตำแหน่งหรือได้รับหน้าที่ที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น
- การเสริมสร้างความมั่นใจในงาน การพัฒนาทักษะและความรู้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในงานของพนักงาน ทำให้พนักงานรู้สึกมั่นคงและมีคุณค่าในองค์กร และการพัฒนาความสามารถในการปรับตัว
- ความสามารถในการจัดการกับความท้าทายใหม่ การอบรมช่วยให้พนักงานมีความสามารถในการรับมือกับความ ท้าทายใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงในงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประโยชน์ที่บริษัทฯ ได้รับ ได้แก่
- ผลผลิตที่สูงขึ้น พนักงานที่ได้รับการพัฒนาและอบรมอย่างดีมักจะมีความสามารถในการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตขององค์กรเพิ่มขึ้น
- การลดข้อผิดพลาด การพัฒนาทักษะและความรู้ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและการแก้ไขปัญหา
- กำไรที่เพิ่มขึ้น การพัฒนาพนักงานสามารถนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายและกำไรของบริษัทฯ
- การตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น พนักงานที่มีทักษะและความรู้ที่ดีสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีและมีความพึงพอใจ
- ความพึงพอใจในการทำงานที่เพิ่มขึ้น การพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมความก้าวหน้าแก่พนักงานช่วยเพิ่มความ พึงพอใจในการทำงานและความต้องการลาออกจากงานลดลง
- การรักษาพนักงานที่มีความสามารถ การพัฒนาพนักงานทำให้พวกเขารู้สึกมีค่าและมีโอกาสเติบโตในองค์กร ซึ่งช่วยลดอัตราการลาออกและความต้องการในการสรรหาพนักงานใหม่
- การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร ความเป็นองค์กรที่ให้โอกาสในการพัฒนา การสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพพนักงานช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรว่าเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตและการพัฒนาของพนักงาน
- การดึงดูดผู้มีความสามารถ องค์กรที่มีโปรแกรมการพัฒนาที่ดีจะสามารถดึงดูดผู้มีความสามารถที่ต้องการเติบโต ในอาชีพการงาน
สวัสดิการสำหรับพนักงาน
เพื่อให้การดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ ได้มอบสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการต่างๆ ให้แก่พนักงาน ซึ่งนอกเหนือจากสวัสดิการที่มีตามกฎหมาย บริษัทฯ ยังมีสวัสดิการที่ให้พนักงานที่มากกว่ากฎหมายกำหนด เช่น ประกันสุขภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นโยบายการเกษียณอายุและต่ออายุการเกษียณ นโยบายการย้ายสายงานภายในของพนักงาน (Internal Transfer) เป็นต้น
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการจัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนพนักงานจากทุกแผนก เพื่อร่วมประชุมหารือกับนายจ้างอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี โดยมีหน้าที่ร่วมกันจัดสวัสดิการที่ดี และเหมาะสมตามข้อกำหนดและกฎหมายแก่ลูกจ้าง ให้คำปรึกษาหารือและเสนอแนะความเห็นแก่นายจ้างในการจัดสวัสดิการสำหรับลูกจ้าง ตรวจตรา ควบคุม ดูแล การจัดสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง รวมทั้งเสนอข้อคิดเห็นและแนวทางในการจัดสวัสดิการที่เป็นประโยชน์สำหรับลูกจ้างต่อคณะกรรมการสวัสดิการ
ในปี 2568 บริษัทฯ มีการจัดประชุมคณะกรรมการสวัสดิการทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยมีการหารือเกี่ยวกับสุขภาพ ความปลอดภัย สวัสดิการของพนักงาน และกิจกรรมสำคัญต่างๆ อาทิ หัวข้อการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ การตรวจสุขภาพประจำปี กิจกรรมสงกรานต์ โครงการเติมสุขและกิจกรรมนอกสถานที่ เป็นต้น และทุกครั้งที่มีการประชุมจะมีตัวแทนนายจ้างเข้าร่วมประชุมด้วย
นอกจากนี้ เพื่อให้เข้าถึงพนักงานทุกคนมากยิ่งขึ้น บริษัทฯ จัดให้มีช่องทางในการนำส่งข้อร้องเรียนมายังคณะกรรมการตรวจสอบ โดยผ่านช่องทางเว็บไซต์หรือตู้ปณ. สำหรับพนักงานที่รู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงบริษัทฯ ยังได้ทำการจัดตั้งกลุ่มผ่านแอปพลิเคชันไลน์ สำหรับพนักงาน เพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารและประชาสัมพันธ์โครงการและสวัสดิการต่างๆ อีกด้วย
การประเมินผลปฏิบัติงานของพนักงาน
บริษัทฯ ได้กำหนดหลักการในการประเมินการปฏิบัติงานที่เป็นระบบ โปร่งใส และเป็นธรรม อาทิ
- กำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีของพนักงานทุกระดับ (MAX Performance Evaluation) โดยผ่านขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนและกำหนดเป้าหมายประจำปี (Performance Planning) ติดตามและทบทวนปฏิบัติงานระหว่างปี (Mid-Year Review) และติดตามและสรุปผลการปฏิบัติงานทั้งปี (Year-End Review) โดยเพื่อติดตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ กำหนดให้หัวหน้างานและพนักงานมีการพูดคุยเรื่องการปฏิบัติงานและแผนการพัฒนาความรู้อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตาม MAX Performance Cycle
- มีมาตรการปรับปรุงคุณภาพของพนักงานที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยพนักงานจะต้องเข้ารับการอบรมในโครงการที่เรียกว่า Performance Plan ซึ่งการอบรมมี 2 ครั้งต่อปี แต่ละครั้งมีระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้โอกาสพนักงานในการปรับปรุงผลการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น
จากผลการประเมินผลการปฏิบัติงานจะมีผลมาใช้ในการพิจารณาค่าตอบแทนการปรับเพิ่มเงินเดือน การให้โบนัสตามผลงานที่สำเร็จหรือการทำงานที่โดดเด่น และการตัดสินใจเรื่องการเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการเติบโตของพนักงานพร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร

การประเมินความผูกพันและความพึงพอใจของพนักงาน
เป้าหมายเชิงปริมาณ : ความพึงพอใจมากกว่าร้อยละ 70 และความผูกพันมากกว่า ร้อยละ 60เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานสวัสดิการ และกิจกรรมที่บริษัทฯ จัดให้พนักงาน ตรงต่อความต้องการของพนักงาน สามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีได้ บริษัทฯ จึงมีการสำรวจความผูกพันและความพึงพอใจของพนักงานต่อองค์กร (Employee Engagement and Satisfaction Survey) และคัดกรองประเด็นหารือต่างๆ ก่อนนำประเด็นเหล่านั้นไปพิจารณาในการปรับปรุงและพัฒนา เช่น ประเด็นด้านการบริหารอัตรากำลังให้เหมาะสมกับแผนการเติบโตทางธุรกิจ การพัฒนาพนักงาน (Learning and Development) การสนับสนุนการโยกย้ายเพื่อการพัฒนา (Job Rotation for Development) และการส่งเสริมด้านการเรียนรู้เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งบริษัทฯ ได้นำความคิดเห็นเหล่านั้นมาพัฒนา ปรับปรุง กระบวนการทำงานของบริษัทฯ ให้ดียิ่งขึ้น ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและน่าทำงาน เป็นการสะท้อนถึงความตั้งใจของบริษัทฯ ในการใส่ใจสภาพแวดล้อมการทำงานของพนักงาน รับฟังปัญหาและความคิดเห็นจากพนักงาน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียลำดับแรกที่มีความสำคัญต่อบริษัทฯ
จากการสำรวจความผูกพันและความพึงพอใจของพนักงานในปี 2568 บริษัทฯ เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถร่วมตอบแบบสำรวจผ่านระบบออนไลน์ และมีสัดส่วนพนักงานที่ตอบแบบสำรวจร้อยละ 96 โดยบริษัทฯ ดำเนินการสำรวจความผูกพันและความพึงพอใจของพนักงานผ่าน 2 หัวข้อหลัก 8 หัวข้อย่อย ครอบคลุมประเด็นหลัก เช่น สภาพแวดล้อมการทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ความเป็นธรรมในการตัดสินใจ การพัฒนาตนเอง และความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัว ผลการสำรวจพบว่า คะแนนความพึงพอใจและคะแนนความผูกพันของพนักงานอยู่ในระดับสูง และมีผลลัพธ์มากกว่าร้อยละ 70 ทั้ง 2 ตัวชี้วัด จึงถือว่าบริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายเชิงปริมาณที่กำหนดไว้ และสามารถสรุปผลการสำรวจได้ ดังนี้2567 2568 ร้อยละความพึงพอใจ 78.72 79.62 ร้อยละความผูกพัน 72.75 78.31 ข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประเมินความพึงพอใจและความผูกพันของพนักงานในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสภาพแวดล้อมการทำงาน บริษัทฯ ได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงอย่างทันท่วงที โดยการดูแลทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการสื่อสารผลการสำรวจความผูกพันและความพึงพอใจผ่านบอร์ดประชาสัมพันธ์ และอีเมลเวียน ในวันที่ 19 ธันวาคม 2568
ตารางแสดงผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของบริษัทฯ
Operations Performance 2023 2024 2025 ด้านการฝึกอบรมพนักงาน (404-1),(404-2) เป้าหมายด้านการฝึกอบรมพนักงาน (ชั่วโมง/คน/ปี) (รูปแบบออนไลน์และออฟไลน์) 5 5 5 จำนวนชั่วโมงการอบรมเฉลี่ย (ชั่วโมง/คน/ปี) (รูปแบบออนไลน์และออฟไลน์)/1 6.87 6.56 9.00 จำนวนวันการอบรมเฉลี่ย (วัน/คน/ปี) (รูปแบบออนไลน์และออฟไลน์)/1 0.86 0.82 1.13 จำนวนหลักสูตรที่ได้อบรมในปี (รูปแบบออนไลน์และออฟไลน์) 30 46 49 ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม (บาท) 482,463 1,099,030 644,468 ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน(404-3) จำนวนพนักงานที่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานจากการเข้าร่วมโครงการ MAX Performance Plan (ร้อยละ) 100 100 100 ข้อมูลสรุปการฝึกอบรมบุคลากรแบ่งตามระดับของบุคลากร
ระดับของบุคลากร 2567 2568 จำนวนชั่วโมง การฝึกอบรม จำนวนชั่วโมง การฝึกอบรม จำนวนชั่วโมง การฝึกอบรม จำนวนชั่วโมง การฝึกอบรม ชาย หญิง รวม ชาย หญิง รวม ชาย หญิง รวม ชาย หญิง รวม ผู้บริหารระดับสูง 52 0 52 10.40 0 10.40 96 0 96 8.00 0.00 8.00 ผู้บริหารระดับกลาง 8 20 28 1.33 2.86 4.19 88 48 136 17.60 12.00 29.60 ผู้บริหารระดับต้น 60 200 260 6.00 7.69 13.69 136 608 744 10.46 8.22 18.68 พนักงานระดับปฏิบัติการ 12 84 96 0.46 1.95 2.41 40 208 248 8.00 9.00 17.00 รวมจำนวนชั่วโมงการฝึกอบรม 132 304 436 18.19 12.50 30.69 360 864 1,224 10.29 8.55 18.85 การจ้างพนักงานใหม่ (401-1) จำแนกตามกลุ่มอายุ
อายุ ชาย หญิง รวม < 30 ปี จำนวนคน 2 6 8 ร้อยละ 9.2 27.2 36.4 30 – 50 ปี จำนวนคน 6 6 12 ร้อยละ 27.2 27.2 55.4 >50 ปี จำนวนคน 2 0 2 ร้อยละ 9.2 0 9.2 รวม 10 12 22 ร้อยละ 45.5 54.5 17.7 หมายเหตุ: ปี 2567 เป็นปีแรกที่เริ่มเก็บข้อมูลการจ้างพนักงานใหม่แยกตามเพศ
การลาออกของพนักงาน จำแนกตามกลุ่มอายุในปี 2567
อายุ 2567 2568 ชาย หญิง รวม ชาย หญิง รวม น้อยกว่า 30 ปี จำนวนคน 2 2 4 2 2 4 ร้อยละ 15.38 15.38 30.77 11.76 11.76 23.53 30 – 50 ปี จำนวนคน 2 7 9 7 5 12 ร้อยละ 15.38 53.85 69.23 41.18 29.41 70.59 มากกว่า 50 ปี จำนวนคน 0 0 0 1 0 1 ร้อยละ 0.00 0.00 0.00 5.88 0.00 5.88 รวม 4 9 13 10 7 17 ร้อยละ 30.76 69.23 100 58.82 41.18 100 หมายเหตุ: ปี 2567 เป็นปีแรกที่เริ่มเก็บข้อมูลการลาออกของพนักงานแยกตามช่วงอายุ และการลาออกของพนักงานโดยสมัครใจ
ค่าตอบแทนของพนักงานแยกตามเพศ
2023 2024 2025 เพศชาย เพศหญิง คนพิการ รวม เพศชาย เพศหญิง คนพิการ รวม เพศชาย เพศหญิง คนพิการ รวม ค่าตอบแทนสำหรับรอบปีบัญชี(บาท) 170,094,727 202,885,484 293,519,072 อัตราส่วนของเงินเดือน ของผู้หญิงต่อผู้ชาย/ /1 - - - - 1 1.14 N/A N/A 1 0.83 N/A N/A Remark /1 ปี 2567 เป็นปีแรกที่เริ่มเก็บข้อมูลค่าตอบแทนพนักงานแยกตามเพศ
N/A คือไม่เกี่ยวข้อง -
การพัฒนาและมีส่วนร่วมกับสังคม
-
การพัฒนาและมีส่วนร่วมกับสังคม
กลุ่มบริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านการพัฒนาและมีส่วนร่วมกับสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างสม่ำเสมอ โดยกลุ่มบริษัทได้ดำเนินโครงการต่างๆ ผ่านกระบวนการดำเนินธุรกิจ (CSR-in-Process) และนอกกระบวนการหลักของการดำเนินธุรกิจ (CSR-after-Process)
การพัฒนาและมีส่วนร่วมกับสังคม
ชุมชนและสังคมเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อภาคธุรกิจ ภาคสังคม และระดับประเทศ โดยการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทนั้นย่อมมีความเกี่ยวข้องกับชุมชนและสังคมในทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างศักยภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างราบรื่น ได้รับความร่วมมือและการอำนวยความสะดวกจากชุมชนและสังคม ทั้งยังยกระดับโครงการการพัฒนาและมีส่วนร่วมกับสังคมโดยการสร้างคุณค่าผ่านผู้มีส่วนได้เสีย กลุ่มบริษัทจึงมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจโดยปราศจากการสร้างผลกระทบหรือสร้างความเสียหายต่อชุมชนและสังคม และสร้างผลกระทบเชิงบวกโดยการร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างสม่ำเสมอ ผ่านการบูรณาการการใช้กระบวนการดำเนินธุรกิจ (CSR-in-Process) และนอกกระบวนการหลักของการดำเนินธุรกิจ (CSR-after-Process) รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง ความร่วมมือที่เกื้อกูลกัน และการเติบโตร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน จึงเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการสร้างคุณค่าในระยะยาว
ภายใต้แนวคิดที่ต้องการยกระดับความยั่งยืน สู่การฟื้นฟูและการสร้างคุณค่าในระยะยาว TTA ดำเนินธุรกิจโดยบูรณาการมุมมองเชิงฟื้นฟูเข้ากับการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงจากภายในองค์กร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการป้องกันและลดผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนและสังคมเชิงรุก
ในเชิงกลยุทธ์ TTA มุ่งเน้นการลงทุนเพื่อสังคมที่เชื่อมโยงโดยตรงกับกลยุทธ์ธุรกิจหลักขององค์กร ผ่านการบูรณาการการดำเนินงานทั้งในกระบวนการธุรกิจและนอกกระบวนการหลัก โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ การส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน การยกระดับคุณภาพชีวิต และการเสริมบทบาทของคนรุ่นใหม่ในฐานะกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน เมือง และสังคมในวงกว้าง TTA เชื่อมั่นว่าการเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนและการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังของภาคสังคมจะนำไปสู่การสร้างคุณค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่องให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุมในระยะยาว
แนวทางการพัฒนาชุมชนและการบริหารจัดการการมีส่วนร่วม
กลุ่มบริษัทมีนโยบายปลูกจิตสำนึกแห่งการคืนกลับสู่สังคมให้เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งมีการประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งนโยบายนี้ครอบคลุมถึงผู้บริหารและพนักงานทั้งในบริษัทฯ และบริษัทในเครือ (สามารถดูรายละเอียดพันธกิจขององค์กรเพิ่มเติมได้ที่ี่ https://www.thoresen.com/th/about-tta/vision-missi โดยกลุ่มบริษัทเชื่อมั่นว่าการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับภาคสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่ดีคืนสู่สังคมนั้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงการบริจาค แต่ยังรวมถึงเวลา แรงงาน กระบวนการทำงาน และการสำนึกรู้รับผิดชอบอย่างลึกซึ้งต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น การยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชุมชน สังคม และประเทศ ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่าย ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทได้นําเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ให้ครอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่ด้านส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และด้านการบรรเทาทุกข์และสาธารณกุศล นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง
ช่องทางการร้องเรียน
ในกรณีที่ชุมชนและสังคมได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท หรือมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท สามารถใช้ช่องทางที่กลุ่มบริษัทได้จัดเตียม เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปรับปรุงการดำเนินงาน รักษาและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับชุมชนและสังคมได้ทางช่องทางต่อไปนี้
เว็บไซต์: www.thoresen.com อีเมล: ไปรษณีย์: คณะกรรมการตรวจสอบ
บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน)
ตู้ ป.ณ. 12 ปณฝ. ไทยพาณิชย์ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330แจ้งด้วยตนเองได้ที่ หัวหน้าแผนกตรวจสอบภายในและการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของบริษัทฯ
โดยในปี 2568 บริษัทฯ ไม่ได้รับข้อร้องเรียนจากชุมชนและสังคมที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดเตรียมกระบวนการจัดการข้อร้องเรียน โดยมีมาตรการการดำเนินงานซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
ขั้นตอนการปฏิบัติ
- แผนกตรวจสอบภายในและการกำกับดูแลการปฏิบัติงานเป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน และพิจารณากำหนดประเภทของเรื่อง เพื่อนำส่งไปยังคณะกรรมการตรวจสอบ
- แผนกตรวจสอบภายในและการกำกับดูแลการปฏิบัติงานและ/หรือคณะกรรมการตรวจสอบดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องและเพียงพอของข้อมูล รวมถึงข้อเท็จจริงต่างๆ
- แผนกตรวจสอบภายในและการกำกับดูแลการปฏิบัติงานและ/หรือคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาแนวทางการสอบสวน
- เมื่อพิจารณาแล้วอาจมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนจากส่วนงานที่ไม่มีส่วนได้เสียในเรื่องดังกล่าว เพื่อสอบสวนและดําเนินการตามข้อบังคับทางวินัยของบริษัทฯ
- หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้นๆ จะกำหนดแนวทางแก้ไข และวิเคราะห์สาเหตุของประเด็นที่เกิดขึ้น รวมถึงมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต
- การแจ้งความคืบหน้า บริษัทฯ จะแจ้งความคืบหน้าและผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนและเบาะแสการกระทำผิดและการทุจริตคอร์รัปชันให้กับผู้ร้องเรียนที่ได้เปิดเผยชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ อีเมล หรือช่องทางอื่นๆ ไว้ อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งด้วยเหตุผลความจำเป็นในเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความลับ บริษัทฯ อาจไม่สามารถให้ข้อมูลในรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบสวนหรือการลงโทษทางวินัย
- บริษัทฯ จะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเรื่องร้องเรียนและเบาะแสการกระทำผิดและการทุจริตคอร์รัปชันด้วยความเป็นอิสระและเที่ยงธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐานที่สามารถใช้ยืนยันหรือโต้แย้งกับข้อมูลที่ได้รับ รวมทั้งจะดำเนินการลงโทษทางวินัยและ/หรือดำเนินคดีทางกฏหมายกับผู้กระทำผิด ตามข้อบังคับทางวินัยของบริษัทฯ และ/หรือกฏหมายที่เกี่ยวข้อง
- ระยะเวลาในการพิจารณาและสอบสวนเรื่องที่ได้รับแจ้งต้องดำเนินการโดยเร็วที่สุด ไม่ควรเกิน 2 สัปดาห์นับตั้งแต่ได้รับเรื่องร้องเรียน
- แผนกตรวจสอบภายในและการกำกับดูแลการปฏิบัติงาน มีหน้าที่จัดทำทะเบียนรับเรื่องร้องเรียนและเบาะแสการกระทำผิด และการทุจริตคอร์รัปชัน เก็บรวบรวมสถิติข้อมูลการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดและการทุจริตคอร์รัปชันและจัดทำรายงานสรุปการแจ้งข้อมูลการกระทำผิดและการทุจริตคอร์รัปชันทั้งหมดของกลุ่มบริษัทฯ ครอบคลุมประเด็นที่ได้ดำเนินการพิจารณาแล้วหรืออยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวน รวมทั้งการกำหนดแนวทางแก้ไข วิเคราะห์สาเหตุของประเด็นที่เกิดขึ้น และมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต ให้คณะกรรมการตรวจสอบเป็นประจำอย่างน้อยไตรมาสละครั้ง คณะกรรมการตรวจสอบจะพิจารณาและรายงานประเด็นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการบริษัทเป็นประจำทุกไตรมาสตามที่เห็นสมควร
โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (Thoresen Thai Agencies: TTA)
TTA ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพนักงานในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เป้าหมายเชิงคุณภาพ : การปลูกฝังจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร
เป้าหมายเชิงปริมาณ : กำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators: KPI) ให้พนักงานทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไม่น้อยกว่าคนละ 5 กิจกรรมต่อปี และกำหนดให้กิจกรรม CSR แต่ละกิจกรรมต้องมี จำนวนผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 10 คน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในระดับทีมและองค์กร

ในปี 2568 TTA ได้ดำเนินกิจกรรมและโครงการ CSR รวมทั้งสิ้น 71 กิจกรรม (เพิ่มขึ้นจาก 21 กิจกรรมในปี 2567 คิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 238) ครอบคลุมการพัฒนาและการมีส่วนร่วมกับสังคมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาเยาวชน จำนวน 37 กิจกรรม ด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยที่ดี จำนวน 9 กิจกรรม ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำนวน 8 กิจกรรม และด้านสาธารณกุศล จำนวน 17 กิจกรรม โดยทุกกิจกรรมมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 10 คน และพนักงานร้อยละ 90 เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่าคนละ 5 กิจกรรม ถือว่าบรรลุเป้าหมายเชิงปริมาณที่ตั้งไว้
นอกจากนี้ การดำเนินกิจกรรม CSR อย่างต่อเนื่องและครอบคลุมหลากหลายมิติ ยังสะท้อนถึง การบรรลุเป้าหมายเชิงคุณภาพ ในการปลูกฝังจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร โดยพนักงานมีส่วนร่วมอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ เกิดการตระหนักรู้และนำแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมไปเชื่อมโยงกับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ CSR ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเฉพาะครั้ง แต่เป็นแนวปฏิบัติที่หยั่งรากอยู่ในวิถีการดำเนินงานขององค์กรอย่างยั่งยืน
TTALAB
TTALAB เป็นโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนอายุ 15–25 ปี จากทั่วประเทศ ซึ่งริเริ่มขึ้นจากความตั้งใจของ นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้ความเชื่อว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศในระยะยาวคือ “คน” โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งเป็นกำลังหลักของอนาคต โครงการจึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นการ “ลงทุนกับคน” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการคิด ออกแบบ และลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมของตนเอง
TTALAB ดำเนินงานภายใต้แนวคิด “เด็กเริ่ม เด็กคิด เด็กสร้าง ผู้ใหญ่สนับสนุน” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจากการพัฒนาเยาวชนแบบสั่งการ มาเป็นการสนับสนุนให้เยาวชนเป็นผู้กำหนดโจทย์และทิศทางของตนเอง โครงการจึงทำหน้าที่เป็น ห้องทดลองที่ปลอดภัย (Safe Lab) สำหรับเยาวชนในการทดลองความคิด ตั้งคำถาม และพัฒนาไอเดียจากสิ่งที่ตนเองสนใจอย่างแท้จริง โดยไม่จำกัดสาขา พื้นฐานการศึกษา หรือบริบททางสังคม กระบวนการทำงานของ TTALAB ใช้โมเดล “เด็กตั้งโจทย์ ผู้ใหญ่รับฟังและสนับสนุน” ผ่านบทบาทของพี่เลี้ยง เมนเทอร์ และเครือข่ายพันธมิตรจากภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อสนับสนุนเยาวชนทั้งในด้านองค์ความรู้ ทักษะ กระบวนการคิด และทรัพยากรที่จำเป็น โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง มากกว่าการถ่ายทอดความรู้เชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว
TTALAB ดำเนินงานครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนจากหลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตเมือง ได้เข้าถึงโอกาสการพัฒนาอย่างเท่าเทียม โครงการนำกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มาใช้ควบคู่กับการสร้างชุมชนเครือข่ายเยาวชน (Youth Network) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และต่อยอดแนวคิดร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ TTALAB ยังให้ความสำคัญกับการต่อยอดไอเดียที่มีศักยภาพให้สามารถพัฒนาไปสู่โครงการหรือกิจการที่สร้างคุณค่าเชิงสังคมและเศรษฐกิจ ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ เงินทุนตั้งต้น และการทำงานร่วมกับพันธมิตรในฐานะพาร์ทเนอร์จริง เพื่อเชื่อมโยงแนวคิดของเยาวชนเข้ากับบริบทของโลกการทำงานและการพัฒนาสังคมในระยะยาว
ผลงานเด่นของ TTALAB GEN 1
ผลิตภัณฑ์น้ำพริก “จุ้งจั้ง” : การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน


น้ำพริกจุ้งจั้ง เป็นผลิตภัณฑ์น้ำพริกปลากระตักจากทะเลภาคใต้ พัฒนาโดยเยาวชน 4 คนจากพื้นที่ภาคใต้ ที่ได้รับเลือกเป็นพาร์ทเนอร์ในโครงการ TTALAB GEN 1 โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน ผ่านการใช้วัตถุดิบสดจากแหล่งประมงพื้นบ้านในภาคใต้ โครงการดังกล่าวมุ่งสร้างงานและรายได้ให้แก่คนในพื้นที่ท้องถิ่น พร้อมพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้สามารถออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนจากรากฐานทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน โดยดำเนินงานภายในระยะเวลา 6 เดือน (กรกฎาคม - ธันวาคม 2568) และสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่
- ยอดขายรวม 39,184 บาท (รวมดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์)
- สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นรวม 32,944 บาท
- ทีมเยาวชนผู้พัฒนาโครงการมีรายได้รวม 22,968 บาท
โครงการน้ำพริกจุ้งจั้งจึงเป็นตัวอย่างของการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยเยาวชนที่สามารถเชื่อมโยงการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น การสร้างรายได้ในชุมชน และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ผลงานเด่นของ TTALAB GEN 2
Sustainable Event

โครงการ TTALAB ดำเนินกิจกรรมพัฒนาเยาวชนทั่วประเทศ โดยบูรณาการแนวคิดการจัดกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Low Carbon & Green Event) ครอบคลุมทั้งการลดการใช้ทรัพยากร การจัดการขยะ และการบริหารจัดการงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ TTALAB มีปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์เบื้องต้นที่เลี่ยงได้จากการจัดงานรวมทั้งสิ้น 14,346.83 กิโลกรัมคาร์บอนเทียบเท่า (kgCO₂eq) แบ่งเป็น
- การลดการใช้พลาสติกในกิจกรรมทุกภูมิภาค 1,149 kgCO₂eq
- การจัดกิจกรรม TTA Lab ระดับภูมิภาค (Onsite Workshops & Events) 9,131.30 kgCO2eq
- การจัดงาน TTALAB Gen 2 – Grand Event (ผู้เข้าร่วม 271 คน) 4,066.13 kgCO2eq
ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า TTALAB ไม่เพียงสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาเยาวชน แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรผ่านการเลี่ยงคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างเป็นรูปธรรม และการสร้างต้นแบบการจัดกิจกรรมที่คำนึงถึงความยั่งยืนในทุกมิติ
โครงการ Buddy Thai
BuddyThai App เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาโดย TTA ร่วมกับกรมสุขภาพจิต เพื่อสนับสนุนสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทย โดยมุ่งตอบโจทย์ปัญหาการรังแกทั้งในโรงเรียนและโลกออนไลน์ (bullying) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางจิตใจของเยาวชนอย่างมีนัยสำคัญ
แอปได้รับการออกแบบให้เป็น “เพื่อนคู่คิด” และพื้นที่ปลอดภัย (safe digital space) ที่เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้ ทำ ความเข้าใจอารมณ์ของตนเอง และเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม ผ่านฟีเจอร์หลัก ได้แก่
- Mood Tracking สำหรับบันทึกอารมณ์รายวัน เพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้และทักษะการจัดการอารมณ์
- Self-Assessment เพื่อประเมินทักษะทางอารมณ์และการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ
- SOS Feature สำหรับติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานด้านสุขภาพจิตโดยตรง เช่น สายด่วนกรมสุขภาพจิตในกรณีที่ผู้ใช้อยู่ในภาวะเปราะบางหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน
นอกจากนี้ Buddy Thai ยังดำเนินกิจกรรม School Tour ควบคู่กับการใช้งานแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการรังแก การป้องกันความรุนแรง และการดูแลสุขภาพจิตในกลุ่มนักเรียน รวมถึงการแนะนำการใช้แอปเป็นเครื่องมือสนับสนุนในชีวิตประจำวัน
ในปี 2568 BuddyThai App มีผู้ใช้งานรวม 6,535 คน และมีการใช้งานฟีเจอร์ภายในแอปรวมกว่า 10,377 ครั้ง โดยฟีเจอร์ SOS ถูกใช้งาน 164 ครั้ง สะท้อนบทบาทของแพลตฟอร์มในฐานะกลไกการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตเบื้องต้นอย่างเป็นรูปธรรม แอปสามารถเข้าถึงได้ทั้งระบบ Android และ iOS มียอดดาวน์โหลดรวมกว่า 5,600 ครั้ง
BuddyThai App จึงมีส่วนช่วยขยายการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างผลกระทบทางสังคมเชิงบวกอย่างยั่งยืนสำหรับเด็กและเยาวชนไทย สอดคล้องกับ SDG 3: Good Health and Well-being
กิจกรรมและโครงการด้านการพัฒนาและมีส่วนร่วมกับสังคม
1. ด้านการศึกษา
โครงการจิตอาสา ปันเวลา แชร์ความสุข


13 มีนาคม 2568: TTA และบริษัทในเครือ รวมทั้งสิ้น 30 คน ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม ‘TTA จิตอาสา ปันเวลา แชร์ความสุข’ ณ โรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้มอบเงินสนับสนุนจำนวน 350,000 บาท สำหรับจัดหาอุปกรณ์ฝึกทักษะอาชีพ ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของนักเรียนที่บกพร่องทางสติปัญญาให้สามารถประกอบอาชีพและดำรงชีวิตในสังคมได้ นอกจากนี้ ผู้บริหารและพนักงานจิตอาสายังได้ร่วมกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมทำสีเครื่องปั้นดินเผา ทำคุกกี้ และทอพรม พร้อมทั้งจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน เติมเต็มความสุขและสร้างรอยยิ้มให้กับเด็ก
การมอบทุนการศึกษาและอุปกรณ์ฝึกอาชีพ
การมอบทุนการศึกษาและอุปกรณ์ฝึกอาชีพ

15 พฤษภาคม 2568: พนักงานจิตอาสา TTA จำนวน 20 คน ร่วมมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดีจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อย พร้อมบริจาคอุปกรณ์สำนักงาน อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และครุภัณฑ์เพื่อการเรียนการสอน รวมถึงจัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่คณะครูและนักเรียน รวมมูลค่ากว่า 400,000 บาท ให้แก่วิทยาลัยการอาชีพหนองแค จังหวัดสระบุรี
โครงการเลี้ยงอาหารกลางวัน โรงเรียนสวนลุมพินี


10 มกราคม 2568: TTA ร่วมสนับสนุนกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติปี 2568 โดยมอบอุปกรณ์การเรียนและจัดอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนโรงเรียนสวนลุมพินี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตของเยาวชน
TTALAB Gen 2 Grand Event: เวทีพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่ความยั่งยืน


26 พฤศจิกายน 2568: TTALAB ได้สร้างพื้นที่การเรียนรู้และการลงมือทำให้กับเยาวชนกว่า 1,500 คน จากทั่วประเทศ เกิดเป็นแนวคิดโครงการด้านความยั่งยืนจำนวน 567 ไอเดีย และได้รับการคัดเลือกพัฒนาอย่างเข้มข้นจนสามารถต่อยอดสู่การเป็นพาร์ทเนอร์โครงการจำนวน 48 ทีม มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 400 คน พร้อมการสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงการรวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวม 4,066.13 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO₂eq) สะท้อนถึงผลลัพธ์เชิงรูปธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน
Ranger LAB by TTALAB: บ่มเพาะพลเมืองรุ่นใหม่สู่การพัฒนาเมือง


13 ธันวาคม 2568: TTALAB ร่วมกับ BKK Ranger และเครือข่ายสภาเมืองคนรุ่นใหม่ จัดกิจกรรมบ่มเพาะแนวคิดและพัฒนา Prototype สำหรับเยาวชนอายุ 15–35 ปี ในกรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมสร้างทักษะการพัฒนาแนวคิดเชิงนโยบายและการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเมือง ณ หอศิลป์กรุงเทพฯ มีผู้เข้าร่วมจำนวน 60 คน โดยมุ่งเตรียมความพร้อมให้เยาวชนก้าวสู่กระบวนการมีส่วนร่วมในเวที “สภาเมืองคนรุ่นใหม่” และส่งเสริมบทบาทพลเมืองรุ่นใหม่ในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
กิจกรรมการเรียนรู้และอบรมในหัวข้อ Self-Awareness และสำรวจอารณ์ตนเอง


โครงการ Buddy Thai School Assessment ดำเนินการโดยความร่วมมือระหว่าง TTA ทีม Buddy Thai App และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มีเป้าหมายในการสนับสนุนและคุ้มครองสิทธิเด็ก ตามหลักการสิทธิเด็กสากล โดยเฉพาะสิทธิในการมีสุขภาพจิตที่ดี สิทธิในการได้รับการคุ้มครองจากความรุนแรงและการบูลลี่ และสิทธิในการแสดงความคิดเห็นอย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมทางการศึกษา และส่งเสริมสุขภาพจิตของนักเรียนและการคุ้มครองสิทธิเด็กผ่านการใช้ Buddy Thai App เป็นเครื่องมือประเมินผลก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม (Pre-test / Post-test) ควบคู่กับกิจกรรมเสริมสร้างทักษะทางอารมณ์ การอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน และการรับมือกับการบูลลี่ในโรงเรียน กิจกรรมได้รับการออกแบบให้เหมาะสมตามช่วงวัย โดยระดับประถมศึกษาใช้การแสดงละครสถานการณ์และกิจกรรมต้านการบูลลี่ ขณะที่ระดับมัธยมศึกษาเน้นเวิร์กช็อปด้านการรู้เท่าทันอารมณ์ (Self-Awareness) ร่วมกับการทำ Worksheet ผ่าน Buddy Thai App โครงการจัดขึ้น รวม 2 ครั้งต่อระดับชั้น ภายในโรงเรียน ในช่วงเดือนมิถุนายนและสิงหาคมในปี 2568 และมีคุณครูร่วมสังเกตการณ์และสนับสนุนการเรียนรู้ มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมรวมประมาณ 2,000 คน แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา (ป.5–ป.6) ประมาณ 800 คน และระดับมัธยมศึกษา (ม.1–ม.3) ประมาณ 1,200 คน โครงการนี้ช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมการเคารพตนเองและผู้อื่น พัฒนาทักษะการจัดการอารมณ์ และการอยู่ร่วมกันโดยไม่ใช้ความรุนแรง สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการนำหลักการด้านสิทธิเด็กไปปฏิบัติผ่านกิจกรรมเชิงป้องกันและการเสริมสร้างทักษะชีวิตให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม
โครงการแนะนำการใช้แพลตฟอร์มให้กับนักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับซิมการ์ด


BuddyThai App ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จัดโครงการแนะนำการใช้แพลตฟอร์มให้กับนักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับซิม ระหว่างวันที่ 18–19 มีนาคม 2568 ณ โรงเรียนบ้านห้วยสิงห์ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำการใช้งานแพลตฟอร์ม Buddy Thai ให้แก่นักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับซิมการ์ด พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสุขภาพจิตและสิทธิเด็กผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) โดยเน้นการสำรวจและทำความเข้าใจอารมณ์ของตนเอง การตั้งคำถามถึงสาเหตุของอารมณ์ และการเลือกวิธีรับมืออย่างเหมาะสม กิจกรรมออกแบบให้สอดคล้องกับช่วงวัยและบริบทพื้นที่ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนอายุ 13–15 ปี จำนวนประมาณ 200 คน โครงการนี้ช่วยสนับสนุนสิทธิเด็กด้านการพัฒนา การมีส่วนร่วม และการคุ้มครอง โดยเสริมทักษะชีวิต ความตระหนักรู้ด้านสุขภาพจิต และการเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม
TTALAB GEN2 ONSITE WORKSHOP


กิจกรรม TTALAB GEN2 Onsite Workshops จัดขึ้นทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เข้าร่วมด้านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการออกแบบโมเดลธุรกิจ อันเป็นทักษะสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) โดยกิจกรรมภาคกลางจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ณ ห้องประชุมชั้น 20 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผู้เข้าร่วม 159 คน ภาคเหนือจัดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมสำนักบริการวิชาการ (UNISERV) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีผู้เข้าร่วม 191 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ณ อาคารเรียนรวมและพัฒนาทักษะพื้นฐาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีผู้เข้าร่วม 138 คน และภาคใต้จัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ณ ห้อง 1402 ชั้น 14 อาคาร LRC มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ มีผู้เข้าร่วม 148 คน โดยเนื้อหาหลักประกอบด้วย Design Thinking, Creative Thinking และ Business Model Canvas จากคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 636 คน โครงการนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ TTALAB ในการส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระดับภูมิภาค อันสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา การสร้างงานที่มีคุณค่า และการเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว
2. ด้านการส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่ดี
โครงการ TTA Care เราห่วงใย สร้างวินัย สู่ความปลอดภัยทุกการเดินทาง


20 กุมภาพันธ์ 2568: TTA ส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนนผ่านการมอบหมวกกันน็อคให้แก่โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร นำร่องในเขตปทุมวัน จำนวน 7 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนวัดบรมนิวาส โรงเรียนปลูกจิต โรงเรียนสวนลุมพินี โรงเรียนวัดชัยมงคล โรงเรียนวัดสระบัว โรงเรียนวัดดวงแข และโรงเรียนวัดปทุมวนาราม ในพระราชูปถัมภ์ฯ รวมทั้งสิ้น 961 ใบ แบ่งเป็นหมวกกันน็อคสำหรับนักเรียน 861 ใบ และสำหรับคณะครูและอาจารย์ 100 ใบ
โครงการพิซซ่า ฮัท ปันสุข


26 พฤษภาคม 2568: TTA ร่วมกับ พิซซ่า ฮัท 1150 จัดโครงการ “พิซซ่า ฮัท ปันสุข - An Equal Slice for Everyone” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ร่วมกันปรับปรุงพื้นที่สำคัญภายในโรงเรียนสว่างราษฎร์บำรุง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งประกอบด้วย ห้องครัว ห้องสุขา และห้องสมุด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียนในด้านอาหาร สุขอนามัย และสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ พร้อมทั้งเลี้ยงอาหารกลางวันและจัดกิจกรรมสันทนาการสร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับน้องๆ โดยมีพนักงานจิตอาสาเข้าร่วม 57 คน
โครงการอิ่มนี้ พี่ให้น้อง


TTA จัดกิจกรรม “อิ่มนี้ พี่ให้น้อง” ทั้งสิ้น 3 ครั้ง (30 มิถุนายน 25 กรกฎาคม และ 10 ตุลาคม) เพื่อมอบโอกาสและกำลังใจให้แก่เด็กด้อยโอกาสจากมูลนิธิ ได้แก่ บ้านราชวิถี มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ บ้านสมวัย (ชุมชนคลองเตย) มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ บ้านแห่งความหวัง มีน้องๆ รวม 180 คนที่ได้รับมื้ออาหารแสนอบอุ่นจากโครงการนี้ และมีพนักงานจิตอาสาเข้าร่วมทั้งสิ้น 19 คน
โครงการส่งต่อความสุขให้กับเยาวชนในมูลนิธิบ้านนกขมิ้น

29 เมษายน 2568: พิซซ่า ฮัท 1150 ร่วมกับโรบินฮู้ด จัดโครงการ “แบ่งปันความอร่อย” ส่งต่อความสุขให้กับเด็กและเยาวชนในมูลนิธิบ้านนกขมิ้น โดยคณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กรนำพิซซ่าหลากหลายหน้าไปมอบให้เด็ก ๆ เติมเต็มรอยยิ้มและช่วงเวลาดีๆ ผ่านมื้ออาหาร ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง
BuddyThai App: ร่วมการประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ครั้งที่ 24


1 กรกฎาคม 2568: Buddy Thai App ได้รับเชิญร่วมเป็นวิทยากรและนำเสนอผลงานเชิงวิชาการในงานประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ครั้งที่ 24 ณ ไอคอนสยาม โดยมุ่งให้ความรู้ด้านสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนกลุ่ม Gen Alpha ภายใต้ธีม “Behind the Filter: What Youth Are Really Facing Online.” แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและบุคลากรทางการแพทย์กว่า 50 คน พร้อมถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรับชมมากกว่า 1,000 คน ช่วยขยายการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตเยาวชนในบริบทของโลกดิจิทัลสู่สังคมในวงกว้าง
3. ด้านสาธารณกุศล
การบริจาคเงินเพื่อฟื้นฟูโรงพยาบาลรามาธิบดี หลังเหตุเพลิงไหม้

25 มีนาคม 2568: TTA มอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อใช้ในการปรับปรุงอาคารหลัก (อาคาร 1) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ อีกทั้ง ยังสนับสนุนการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี เพื่อเสริมศักยภาพด้านการแพทย์ของไทย
การบริจาคเงิน และสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

31 กรกฎาคม 2568: TTA ส่งมอบถุงยังชีพและสิ่งของอุปโภคบริโภค รวมมูลค่า 300,000 บาท เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยในจังหวัดสุโขทัย ผ่านสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย และจังหวัดน่าน ผ่านศูนย์รับบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน เพื่อช่วยให้ชุมชนสามารถฟื้นฟูชีวิตและกลับคืนสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว

28 พฤศจิกายน 2568: TTA ร่วมส่งมอบน้ำดื่ม สิ่งของอุปโภคบริโภค ถุงยังชีพ และเรือกู้ภัย เพื่อสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีพนักงานจิตอาสาร่วมแพ็คถุงยังชีพจำนวนทั้งสิ้น 32 คน รวมมูลค่ารวมกว่า 1,500,000 บาท ขณะเดียวกัน ทีมปฏิบัติการภาคสนามจากบริษัทฯ ในเครือได้ลงพื้นที่ด้วย เรือยาง เจ็ตสกี และอุปกรณ์กู้ภัย เพื่อเข้าถึงพื้นที่ที่ถูกตัดขาด พร้อมช่วยเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่เสี่ยง นอกจากนี้ ยังได้มอบ พิซซ่าฮัท ให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ประจำจุดอพยพ เพื่อช่วยเติมพลังและส่งต่อกำลังใจในช่วงเวลาที่ท้าทาย ครั้งนี้
การบริจาคอาหารและสิ่งของที่จำเป็นเพื่อช่วยเหลือประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา

31 กรกฎาคม 2568: TTA ส่งต่อความห่วงใยสู่ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยร่วมมอบเครื่องอุปโภคบริโภค รวมมูลค่า 500,000 บาท แก่มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกและประชาชนที่ได้รับผลกระทบใน 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจในการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ชายแดน


นอกจากนี้ TTA ยังได้นำทีมพิซซ่า ฮัท ลงพื้นที่ส่งมอบพิซซ่า ฮัท มากกว่า 1,000 ถาด ให้แก่ประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และตราด รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง ณ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อาทิ กรมทหารพรานที่ 23 จังหวัดศรีสะเกษ มณฑลทหารบกที่ 25 จังหวัดสุรินทร์ และหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน จังหวัดตราด เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงวิกฤต และเป็นพลังใจสำคัญให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่อง
โครงการล้อเลื่อนเพื่อคนพิการ


5 สิงหาคม 2568: TTA ร่วมสนับสนุน “โครงการล้อเลื่อนเพื่อคนพิการ” ของมูลนิธิคนพิการไทย จังหวัดนนทบุรี รถวีลแชร์ทั้งหมดผลิตโดยช่างผู้พิการ อันเป็นการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มคนพิการ ในปีนี้ได้ส่งมอบรถวีลแชร์ ให้แก่ โรงพยาบาลทหารผ่านศึก โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลสิรินธร พร้อมได้จัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเพื่อแสดงความขอบคุณและเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปี TTA ได้ส่งมอบวีลแชร์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ และผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ ทั้งสิ้น 40 คัน โดยมีพนักงานจิตอาสาเข้าร่วมทั้งสิ้น 21 คน
การบริจาคสิ่งของที่จำเป็น ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุอาคารถล่ม

18 เมษายน 2568: TTA ร่วมกับ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และสำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ส่งความห่วงใยไปยังเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์แผ่นดินไหวและอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม โดยได้ส่งมอบอุปกรณ์ช่วยเหลือและสิ่งของจำเป็น รวมมูลค่าทั้งสิ้น 100,000 บาท เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เกิดเหตุให้สามารถดำเนินงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
การบริจาคเงินให้แก่สมาคมคนพิการกรุงเทพมหานคร

20 มกราคม 2568: TTA มอบเงินสนับสนุนจำนวน 300,000 บาท แก่สมาคมคนพิการกรุงเทพมหานคร เพื่อสมทบทุนในโครงการจัดหาอุปกรณ์แขนเทียมและขาเทียมสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว ซึ่งมีผู้พิการในความดูแลกว่า 60,000 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และเสริมความมั่นคงให้แก่ครอบครัวของผู้พิการ
การบริจาคอุปกรณ์การแพทย์

28 สิงหาคม 2568: TTA มอบอุปกรณ์การแพทย์ ได้แก่ เครื่องวัดความอิ่มตัวออกซิเจนในเลือด จำนวน 4 เครื่อง และเครื่องควบคุมการให้สารละลาย จำนวน 2 เครื่อง พร้อมด้วยสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ของเล่นเด็ก และอาหารจากแบรนด์ในเครือ ได้แก่ พิซซ่า ฮัท และทาโก้ เบลล์ รวมมูลค่า 400,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลสิรินธร สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร โดยมีพนักงานจิตอาสาเข้าร่วมทั้งสิ้น 13 คน
โครงการบริจาคโลหิต ต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์


30 กรกฎาคม 2568: TTA ผนึกกำลังกับสภากาชาดไทย จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ โดยมีพนักงานจิตอาสาเข้าร่วมบริจาคโลหิตจำนวน 40 คน รวมได้มากกว่า 10,000 ซีซี เพื่อบรรเทาวิกฤติการขาดแคลนโลหิตสำรอง พร้อมร่วมมอบอาหารจากบริษัทในเครือ ได้แก่ พิซซ่า ฮัท และ ทาโก้ เบลล์ สร้างกำลังใจให้แก่ผู้ร่วมบริจาค
การบริจาคอุปกรณ์สำนักงาน

29 พฤศจิกายน 2568: TTA และพนักงานจิตอาสาจำนวน 7 คน มอบอุปกรณ์สำนักงาน ได้แก่ โน้ตบุ๊ก จอมอนิเตอร์ เครื่องพิมพ์ ซีพียู โต๊ะ และอื่นๆ รวมมูลค่า 300,000 บาท แก่วิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียน นักศึกษา เข้าถึงเทคโนโลยีและสืบค้นข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
โครงการ “TTA เติมสุข ออนทัวร์”
TTA ดำเนินโครงการ “TTA เติมสุข” เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม พร้อมสนับสนุนงบประมาณและการดำเนินงานในหลากหลายด้านครอบคลุมตั้งแต่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา กิจกรรมสาธารณกุศล ไปจนถึงการทำนุบำรุงศาสนา และในปีนี้ โครงการได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “TTA เติมสุข ออนทัวร์” เพื่อกระจายการสร้างประโยชน์สู่ชุมชนในต่างจังหวัด และเสริมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยมีกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

กิจกรรมจัดเตรียมและบรรจุของอุปโภคบริโภค พร้อม เลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 24,000 บาท ณ โรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน จังหวัดเพชรบุรี

กิจกรรมส่งเสริมภูมิปัญญาและวิถีชุมชน ผ่านการจัดทำสื่อให้ความรู้ด้านการทำสบู่ และการผลิตสบู่สมุนไพรจำนวน 50 ก้อน รวมถึงกระเป๋าผ้ามัดย้อม เพื่อนำไปมอบพร้อมสิ่งของอุปโภคบริโภคแก่สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านบางละมุง จังหวัดชลบุรี อีกทั้งได้บริจาคอาหารและน้ำเกลือให้ แก่ศูนย์พักพิงสัตว์ป้าเล็ก ศรีราชา วัดเขาตะแบก รวมมูลค่าทั้งสิ้น 14,000 บาท

กิจกรรมจัดเตรียมถุงยังชีพจำนวน 100 ชุด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 21,000 บาท พร้อมลงพื้นที่มอบให้แก่กลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยติดเตียง ในชุมชนอำเภออุทัย จังหวัพระนครศรีอยุธยา

กิจกรรมปรับปรุงอาคาร โดยการมอบสีจำนวน 6 ถัง พร้อมอุปกรณ์ทาสี เพื่อใช้ในการปรับปรุงอาคารบ้านพัก รวมถึง การมอบชุดเครื่องเขียนให้แก่นักเรียนโรงเรียนสหกรณ์ กสิกรรมชายทะเล จังหวัดสมุทรสาคร รวมมูลค่าทั้งสิ้น 36,000 บาท
TTALAB ส่งต่อโอกาสการเรียนรู้


17 กันยายน 2568: TTALAB มอบสื่อการเรียนรู้ ผ่านการส่งมอบโทรทัศน์ให้กับ โรงเรียนท้าวบุญเรือง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์การเรียนรู้ อบต.คูหา อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา โรงเรียนวัดบ้านแหลมกรวด ตำบลเกาะหมาก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เครือข่ายวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยชนเผ่าอ่าข่า จังหวัดเชียงราย เพื่อให้ทุกมุมของประเทศไทย ได้มีพื้นที่เรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจไปด้วยกัน
BuddyThai App x TTA สนับสนุนการดูแลสุขภาพจิตเด็กและเยาวชน


7 กันยายน 2568: BuddyThai App ร่วมกับ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) นำรายได้จากการจำหน่ายเสื้อ Buddy for All จำนวน 10,000 บาท มอบให้แก่ มูลนิธิสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ การสนับสนุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ ดูแล และส่งเสริมสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพจิต สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่เอื้อต่อสุขภาวะทางใจและความเท่าเทียมในการเข้าถึงการดูแลด้านสุขภาพจิต