การจัดการด้านความยั่งยืนในมิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ
กลุ่มบริษัทยึดถือการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาลตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณธุรกิจ และหลักการบริหารจัดการความเสี่ยง รวมถึงการลงทุนในธุรกิจใหม่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องที่ครอบคลุมด้านภาษีทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีธุรกิจของกลุ่มบริษัท การบริหารจัดการความเสี่ยง การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การให้สินบน ความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ การส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรี และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า กลุ่มบริษัทยังให้ความสำคัญกับการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวให้ธุรกิจ ด้วย การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี การพัฒนากระบวนการทำงาน และการออกแบบและสร้างรูปแบบของธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้าง การเติบโตที่ยั่งยืน
การกำกับดูแลกิจการที่ดีถือเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทฯ ซึ่งกลุ่มบริษัทมีนโยบายการกำกับดูแลกิจการและจรรยาบรรณธุรกิจเป็นกรอบในการดำเนินงานยึดถือปฏิบัติ และมีคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการทำหน้าที่ในการกำกับดูแลให้การดำเนินงานของกลุ่มบริษัทเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ รวมถึงทบทวนและปรับปรุงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการให้มีความเหมาะสมต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและให้สอดคล้องกับกฎหมาย กฎระเบียบ และแนวปฏิบัติระดับสากล
การกำกับดูแลกิจการ หมายถึง ระบบที่จัดให้มีโครงสร้างความสัมพันธ์และแนวปฏิบัติเพื่อสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท และฝ่ายบริหารของบริษัทฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทในระยะยาว สร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น และเพื่อให้เกิดการสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนใน ระยะยาว
หลักการกำกับดูแลกิจการของบริษัทฯ มีดังต่อไปนี้
- การปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย การบริหารจัดการและการดำเนินธุรกิจจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย กฎบัตร กฎเกณฑ์ มติของคณะกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้อง
- ความรับผิดชอบ ผู้มีส่วนได้เสียทุกราย รวมถึงคณะกรรมการบริษัทและฝ่ายบริหารจะต้องตระหนักถึงหน้าที่และ ความรับผิดชอบของตน
- ความโปร่งใส การประกอบธุรกิจและการดำเนินการทางธุรกิจจะต้องสามารถตรวจสอบได้และมีความโปร่งใส
- การมีส่วนร่วม ต้องรับรู้และยอมรับในสิทธิของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของบริษัทฯ
- หลักความคุ้มค่า ในการลงทุนและการใช้ทรัพยากรทั้งหลาย จะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนทางการเงิน และเศรษฐกิจ
-
คุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และบริการ
-
คุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และบริการ
กลุ่มบริษัทยืนหยัดในการคำนึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และการบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยความสำเร็จหลักในการดำเนินธุรกิจด้วยความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อลดผลกระทบต่อห่วงโซ่คุณค่า และนำไปสู่การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน
คุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และบริการ (3-3)
กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการสูงสุด เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของลูกค้า รวมถึงตระหนักถึงการบริหารจัดการสภาพแวดล้อม และความมั่นคงในการดำเนินงานของสินค้าและ การบริการ กลุ่มบริษัทจึงมีความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองต่อการให้ความสำคัญดังกล่าว ผ่านการยกระดับการส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากลูกค้า และเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายกลุ่มลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ ในอนาคต ควบคู่กับการรับฟังข้อคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อนำมาปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจขององค์กร
กลุ่มบริษัทได้ดำเนินงานตามแผนงานที่ได้มีการวางแผนไว้ โดยดำเนินการกำหนดเป้าหมายในประเด็นต่างๆ ซึ่งสอดคล้องตามลักษณะธุรกิจ และจัดให้มีการวัดผลหลังการดำเนินงานเพื่อวัดประสิทธิภาพความเหมาะสมของแผนการดำเนินงาน และเพื่อควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และบริการ
การสื่อสารผ่านผลิตภัณฑ์
บริษัทฯ มีนโยบายให้บริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมีการพัฒนาวิธีการสื่อสารและการแสดงรายละเอียดของสินค้า เพื่อให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันต่อความต้องการ เช่น การสื่อสารผ่านฉลากผลิตภัณฑ์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ และสายตรง เป็นต้น
-
การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าและการจัดการข้อร้องเรียน
-
การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าและการจัดการข้อร้องเรียน
กลุ่มบริษัทตระหนักดีถึงความสำคัญของการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้าให้ยังคงอยู่กับองค์กร เพิ่มความเป็นไปได้ในการหาลูกค้าใหม่ๆ และมุ่งเน้นการบริหารจัดการข้อร้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานของบริษัทให้ดียิ่งขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า และการจัดการข้อร้องเรียน (3-3)
กลุ่มบริษัทมุ่งมั่นตั้งใจที่จะตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า เพื่อเสริมสร้างความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า เนื่องจากกลุ่มบริษัทตระหนักดีว่า ความพึงพอใจและความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า เป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยืนยาว ด้วยเหตุนี้ กลุ่มบริษัทจึงมุ่งดำเนินการที่จะพัฒนาสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานในทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อให้เป็นไปตามความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อสินค้าและบริการของกลุ่มบริษัท มีการจัดการทำการตลาดที่เหมาะสม ถูกต้อง และมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่ถูกต้องต่อการตัดสินใจ นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ รวมถึงประเมินความพึงพอใจ เพื่อนำข้อคิดเห็นต่างๆ ไปปรับปรุงกระบวนการทำงานสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างสูงสุด ซึ่งจะช่วยรักษาฐานลูกค้าเดิม และอาจส่งเสริมให้เกิดการขยายฐานลูกค้าจากการบอกเล่าปากต่อปาก ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจของกลุ่มบริษัทมีการเติบโตได้ อย่างต่อเนื่องต่อไป
จรรยาบรรณธุรกิจ: แนวปฏิบัติต่อลูกค้า
เพื่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ทั่วถึงและตรงจุด กลุ่มบริษัทได้มีการกำหนดให้แนวทางในการดำเนินการร่วมกับลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของจรรยาบรรณธุรกิจของกลุ่มบริษัท โดยมีการสื่อสารให้กับพนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบทุกครั้ง รวมถึงมี การจัดการทดสอบความรู้ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ จรรยาบรรณธุรกิจของกลุ่มบริษัทได้มีการเริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนธันวาคมปี 2552 และได้รับการทบทวนแก้ไขครั้งล่าสุดในปี 2568

-
การบริหารห่วงโซ่คุณค่า
-
การบริหารห่วงโซ่คุณค่า
การบริหารห่วงโซ่คุณค่าอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าและบริการขององค์กรมีคุณภาพ การบริหารจัดการคู่ค้าที่ดี จะช่วยสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ช่วยสนับสนุนให้กลุ่มบริษัทสามารถส่งมอบสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหารห่วงโซ่คุณค่า (3-3)
การบริหารห่วงโซ่คุณค่า เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มบริษัทเชื่อว่า กลยุทธ์การบริหารห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืนจะส่งเสริมให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างมั่นคง เนื่องจากจะช่วยให้กลุ่มบริษัทสามารถคงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกลุ่มบริษัทกับคู่ค้าได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านสังคม สิ่งแวดล้อม หรือบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ รวมถึงจะช่วยให้กลุ่มบริษัทได้รับการส่งมอบวัตถุดิบที่ดี ที่จะช่วยให้สินค้าและบริการของกลุ่มบริษัทมีมาตรฐาน สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถส่งต่อประสบการณ์ที่ดีผ่านสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ต่อยอดความสนใจและความต้องการของลูกค้า สร้างการเติบโตที่ยั่งยืนด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า
กลุ่มบริษัทมีความมุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยมุ่งเน้นการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ปราศจากการละเมิดกฎหมายและข้อบังคับ และปราศจากการสร้างผลกระทบเชิงลบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม พร้อมกันนี้ กลุ่มบริษัทได้มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยพัฒนาให้คู่ค้าของกลุ่มบริษัทได้มีความตระหนักถึงความสำคัญในการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้คู่ค้าได้ร่วมพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ผ่านการจัดทำจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจ โดยจรรยาบรรณดังกล่าวจะได้รับการปรับปรุงพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา
จรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจ
บริษัทฯ มีแนวทางในการบริหารจัดการคู่ค้า โดยกำหนดให้มีจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจ (Supplier Code of Conduct) ที่มีการระบุถึงรายละเอียดและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นธรรม รวมถึงมีแนวปฏิบัติด้านระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่กลุ่มบริษัทยึดถือในการดำเนินธุรกิจร่วมกับคู่ค้าอย่างยั่งยืน รวมถึงหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกคู่ค้าที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ บริษัทฯ
จรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจของ TTA ระบุหลักการดำเนินงานที่คำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ควบคู่กับบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ โดยบริษัทฯ กำหนดให้คู่ค้าทำการลงนามรับทราบจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจ รวมถึงทำการประเมินตนเองรายปีว่ามีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณหรือไม่ และดำเนินการตามแนวทางของจรรยาบรรณดังกล่าว รวมถึงบริษัทฯ จะเข้าไปตรวจสอบกระบวนการผลิตและการให้บริการตามความเหมาะสม รวมถึงกำหนดให้มีการตรวจสอบภายในสำหรับบริษัทในเครือ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคู่ค้าได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือข้อบังคับตามที่กำหนดของบริษัทฯ
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจได้ที่ https://www.thoresen.com/th/corporate-governance/corporate-policy-documents
แนวทางการดำเนินงานตามจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจ
- จัดซื้อจัดจ้างโดยคำนึงถึงความคุ้มค่า มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งในด้านคุณภาพ ราคา และการให้บริการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับบริษัทฯ
- จัดซื้อจัดจ้างโดยมุ่งเน้นด้านจริยธรรมทางธุรกิจ ไม่เอาเปรียบคู่ค้า และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจน เปิดเผย และปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคู่ค้า
- จัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และปฎิบัติตามระเบียบข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างเคร่งครัด รวมถึงมีการบริหารจัดการความเสี่ยงและการกำกับควบคุมภายในกิจการที่ดี
- จัดซื้อจัดจ้างและบริหารจัดการคู่ค้าอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพลังงาน ของเสีย การใช้พลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การป้องกันและลดมลพิษ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ) ความรับผิดชอบต่อสังคม บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (Environmental, Social, Governance & Economic: ESG) รวมถึงการกำกับดูแลคู่ค้าให้ดำเนินการตามจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจ (Supplier Code of Conduct) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารห่วงโซ่คุณค่าอย่างยั่งยืน
แนวทางการดำเนินงานสอดคล้องกับการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Procurement)
- เจ้าหน้าที่จัดซื้อต้องใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- พิจารณาสินค้าและบริการที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- สนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทรัพยากรหมุนเวียนและไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สินค้าที่ได้รับการรับรองฉลากเขียวฯ
- พิจารณาผู้ขายและผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
- จัดทำขั้นตอนและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นธรรมและให้ความเสมอภาค
การคัดเลือกคู่ค้าของบริษัทฯ
เมื่อมีความจำเป็นต้องมีการจัดหาสินค้าและบริการ เจ้าหน้าที่จัดซื้อทำการคัดเลือกคู่ค้าจากรายชื่อคู่ค้าที่ขึ้นทะเบียน (Approved Supplier List) ที่ผ่านขั้นตอนการคัดเลือกและดำเนินการ ดังต่อไปนี้
- ให้ข้อมูลความต้องการจัดหาสินค้าและ/หรือบริการที่ถูกต้องชัดเจน เพียงพอ เป็นธรรมต่อคู่ค้าทุกรายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการจัดหาครั้งนั้น เพื่อให้โอกาสคู่ค้าที่มีคุณสมบัติได้นำเสนอสินค้าและ/หรือบริการอย่างเท่าเทียม
- การคัดเลือกขั้นแรกสำหรับคู่ค้ารายใหม่ยึดหลักการพิจารณา โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าและ/หรือบริการ ราคาที่เหมาะสม รวมถึงข้อกำหนดอื่นๆ ที่จำเป็น โดยคู่ค้ารายใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกขั้นแรกต้องจัดทำแบบประเมินตนเอง ซึ่งครอบคลุมด้านสินค้าและบริการ ด้านการดำเนินธุรกิจ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติการจัดหาในขั้นตอนถัดไป
- เจ้าหน้าที่จัดซื้อพิจารณาแบบประเมินตนเองจากคู่ค้า ร่วมกับคุณภาพของสินค้าและ/หรือบริการ ราคา และข้อกำหนดอื่นๆ ที่จำเป็น
- คะแนนมากกว่าร้อยละ 70 ถือว่าผ่านการประเมิน ให้รวบรวมผลนำเสนอให้ผู้มีอำนาจอนุมัติ
- คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 70 ถือว่าต้องผ่านกระบวนการพิจารณาเพิ่มเติม ให้เจ้าหน้าที่จัดซื้อแจ้งผลกับคู่ค้า และร่วมกันกำหนดแนวทางการป้องกันประเด็นที่อาจส่งผลกระทบด้านความยั่งยืนกับบริษัทฯ และประเมินผลในครั้งถัดมา
- คู่ค้าที่ผ่านการอนุมัติแล้วจะถูกกำหนดสถานะว่าเป็นคู่ค้าสำคัญ หรือคู่ค้ารอง โดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มคู่ค้า
- หลังจากได้เข้าร่วมทะเบียนคู่ค้าแล้ว คู่ค้าเดิมจะต้องผ่านการประเมินประสิทธิภาพการทำงานรายปี (Yearly Performance Evaluation) ผ่านแบบประเมินคู่ค้าโดยบริษัทฯ เป็นผู้ประเมิน ร่วมกับแบบประเมินตนเองของคู่ค้าครอบคลุมด้านสินค้าและบริการ ด้านการดำเนินธุรกิจ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน อีกทั้งในระหว่างปี บริษัทฯ สามารถร้องเรียนและนำเสนอปัญหาที่เกิดจากการใช้งานหรือประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจได้ โดยบริษัทฯ จะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง พิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหา และให้คำแนะนำประกอบกับวางแผนพัฒนาศักยภาพคู่ค้าร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้องจากทุกหน่วยงานและคู่ค้าก่อนการประเมินอีกครั้ง
หลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มคู่ค้า
บริษัทฯ กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มประเภทคู่ค้า ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินงานด้านการจัดซื้ออย่างเป็นระบบ รวมถึงนำไปเป็นข้อมูลในการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจำแนกหลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มคู่ค้า ดังนี้
1. คู่ค้าสำคัญ (Critical Tier1 Supplier)
คู่ค้าที่มีมูลค่าสัญญาสูง คู่ค้าที่มียอดการใช้จ่ายสูง สินค้าทดแทนหายาก และอยู่ในกลุ่มของชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่สำคัญต่อกระบวนการผลิต และมีความเสี่ยงสูงมากหรือความเสี่ยงสูงต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท โดยกลุ่มบริษัทกำหนดให้คู่ค้ากลุ่มนี้มีการประเมินผลการทำงานทุกปีผ่านแบบประเมินคู่ค้าโดยกลุ่มบริษัทเป็นผู้ประเมิน ร่วมกับแบบประเมินตนเองของคู่ค้า และ/หรือเยี่ยมชมพื้นที่การปฏิบัติงาน (Onsite audit) โดยผ่านขั้นตอนการตรวจสอบครอบคลุมด้านสินค้าและบริการ ด้านการดำเนินธุรกิจ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
2. คู่ค้ารอง (Critical Non-Tier 1 Supplier)
คู่ค้าที่มียอดการใช้บริการปานกลางหรือมูลค่าสัญญาต่ำ และมีความเสี่ยงต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทอยู่ในระดับกลางหรือความเสี่ยงต่ำ กลุ่มบริษัทจะกำหนดให้มีการประเมินผลการทำงานเป็นประจำทุกปีผ่านแบบประเมินคู่ค้าโดยกลุ่มบริษัทเป็นผู้ประเมินร่วมกับแบบประเมินตนเองของคู่ค้าและการประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยผ่านขั้นตอนการตรวจสอบครอบคลุมด้านสินค้าและบริการ ด้านการดำเนินธุรกิจ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
การประเมินความเสี่ยงของคู่ค้า
ปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารห่วงโซ่คุณค่า คือ การประเมินความเสี่ยง โดยเบื้องต้นบริษัทฯ มีระบบจัดการความเสี่ยงของคู่ค้า ประกอบด้วย การประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่คุณค่า การตอบแบบประเมินคู่ค้าโดยกลุ่มบริษัทและแบบประเมินตนเองของคู่ค้า เพื่อระบุคู่ค้าที่มีความสำคัญในห่วงโซ่คุณค่า และเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นคู่ค้าของบริษัทฯ โดยแต่ละประเด็นมีรายละเอียด ดังนี้
- ประเด็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ เช่น ความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาวัตถุดิบ เป็นต้น
- ประเด็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษทางเสียง การใช้น้ำและปล่อยน้ำเสีย การใช้พลังงาน และการจัดการของเสีย วัตถุดิบ หรืออุปกรณ์ที่มีสารพิษ เป็นต้น
- ประเด็นความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล เช่น การทุจริต การหลีกเลี่ยงภาษี การแข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรม และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
- ประเด็นความเสี่ยงด้านสังคม เช่น การจัดการด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน สุขภาพและความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นต้น
ระยะเวลาเฉลี่ยของการชำระเงินให้แก่คู่ค้าในปี 2568
- ระยะเวลาเฉลี่ยของการชำระเงินให้แก่คู่ค้าในปี 2568
- ระยะเวลาเฉลี่ยเกิดขึ้นจริงในปี 2568 อยู่ที่ 30 วัน
โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (Thoresen Thai Agencies: TTA)
ด้วยความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ใส่ใจในการวางรากฐานแห่งความยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า จึงได้มีการจัดทำจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าทางธุรกิจ เพื่อเป็นแนวทางให้คู่ค้าของบริษัทฯ ปฏิบัติตาม เพื่อป้องกันความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมหรือความเสี่ยงด้านสังคม รวมถึงมีแนวทางในตรวจประเมินคู่ค้า อีกทั้งยังกำหนดให้คู่ค้าของบริษัทฯ ทำการลงนามรับทราบจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าทางธุรกิจ เพื่อให้แน่ใจว่าคู่ค้าจะยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับคู่ค้า เพื่อให้การดำเนินธุรกิจร่วมกับคู่ค้าเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
โครงการ แยกก่อนหย่อน
ในปี 2568 บริษัทฯ มีส่วนช่วยพัฒนาการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของคู่ค้า ด้วยการจัดอบรมในโครงการ แยกก่อนหย่อน ควบคู่กับการสื่อสารจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าธุรกิจ และนโยบายสิ่งแวดล้อมให้กับบริษัท สเตท เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจัดหาพนักงานรักษาความสะอาดในการทำความสะอาดบริเวณสำนักงานใหญ่ให้กับบริษัทฯ เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะตามเจตนารมย์การดำเนินธุรกิจด้วยความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมในทุกพื้นที่ ปลูกจิตสำนึกให้พนักงานรักษาความสะอาด รู้จักประเภทขยะและมีพฤติกรรมการคัดแยกขยะเช่นเดียวกับพนักงานของบริษัทฯ และเพื่อเป็นพื้นฐานในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนร่วมกันต่อไปในอนาคต ซึ่งความรู้ที่พนักงานรักษาความสะอาดได้จากการอบรมในครั้งนี้จะเป็นพื้นฐานในการแยกขยะที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง และยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้กับสถานที่อื่นๆ ที่พนักงานรักษาความสะอาดไปปฏิบัติงานอีกด้วย
ผลการดำเนินงาน พนักงานรักษาความสะอาดเข้าร่วมอบรมร้อยละ 100 ของจำนวนพนักงานรักษาความสะอาดทั้งหมด โดยในการอบรมครั้งแรกมีพนักงานรักษาความสะอาดเข้าร่วม 4 คน ส่วนในการอบรมครั้งที่สองเข้าร่วม 5 คน (มีการจ้างพนักงานรักษาความสะอาดเพิ่ม 1 คนในระหว่างปี) และมีผลการทดสอบก่อนและหลังการอบรม พบว่า ผ่านการทดสอบร้อยละ 100 และในปี 2568 มีการคัดแยกขยะอย่างถูกประเภทเพิ่มมากขึ้น และปริมาณขยะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้เพิ่มมากขึ้น เช่น ปริมาณขยะ อิเล็กทรอนิกส์ กระดาษและขวดพลาสติกส่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพิ่มขึ้น

ผลการดำเนินงาน พนักงานรักษาความสะอาดเข้าร่วมอบรมร้อยละ 100 ของจำนวนพนักงานรักษาความสะอาดทั้งหมด โดยในการอบรมครั้งแรกมีพนักงานรักษาความสะอาดเข้าร่วม 4 คน ส่วนในการอบรมครั้งที่สองเข้าร่วม 5 คน (มีการจ้างพนักงานรักษาความสะอาดเพิ่ม 1 คนในระหว่างปี) และมีผลการทดสอบก่อนและหลังการอบรม พบว่า ผ่านการทดสอบร้อยละ 100 และในปี 2568 มีการคัดแยกขยะอย่างถูกประเภทเพิ่มมากขึ้น และปริมาณขยะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้เพิ่มมากขึ้น เช่น ปริมาณขยะ อิเล็กทรอนิกส์ กระดาษและขวดพลาสติกส่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพิ่มขึ้น
2567 2568 จำนวนคู่ค้าทั้งหมด (ราย) 83 43 ประเภทคู่ค้า ราย ร้อยละ ราย ร้อยละ จำนวนคู่ค้ารายใหม่ 6 7.23 10 4.30 จำนวนคู่ค้าสำคัญ (Critical Tier 1) 35 42.17 4 9.30 จำนวนคู่ค้ารอง (Critical Non-Tier 1) 48 57.83 39 90.70 การลงนามในจรรยาบรรณคู่ค้าของธุรกิจ คู่ค้าที่ทำการลงนาม 6 7.22 6 13.95 การประเมินคู่ค้าด้านสิ่งแวดล้อม จำนวนคู่ค้าใหม่ที่ได้รับการคัดเลือกด้วยเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม 6 7.22 3 30.00 จำนวนคู่ค้าที่ได้รับการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 6 7.22 3 30.00 จำนวนคู่ค้าที่มีผลกระทบเชิงลบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญ 0 0 0 0 จำนวนคู่ค้าที่มีผลกระทบเชิงลบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญ และมีการปรับปรุงด้วยแนวทางที่เห็นชอบร่วมกับบริษัทฯ 0 0 6 7.2 จำนวนคู่ค้าที่มีผลกระทบเชิงลบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญ และถูกยุติสัญญาจัดซื้อจัดจ้างอันเป็นผลจากการประเมินของบริษัทฯ 0 0 0 0 การประเมินคู่ค้าด้านสังคม จำนวนคู่ค้าใหม่ที่ได้รับการคัดเลือกด้วยเกณฑ์ด้านสังคม 6 7.22 3 30.00 จำนวนคู่ค้าที่ได้รับการประเมินผลกระทบด้านสังคม 6 7.22 3 30.0 จำนวนคู่ค้าที่มีผลกระทบเชิงลบด้านสังคมที่มีนัยสำคัญ 0 0 0 0 จำนวนคู่ค้าที่มีผลกระทบเชิงลบด้านสังคมที่มีนัยสำคัญ และมีการปรับปรุงด้วยแนวทางที่เห็นชอบร่วมกับบริษัทฯ 0 0 0 0 จำนวนคู่ค้าที่มีผลกระทบเชิงลบด้านสังคมที่มีนัยสำคัญ และถูกยุติสัญญาจัดซื้อจัดจ้างอันเป็นผลจากการประเมินของบริษัทฯ 0 0 0 0 การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (ESG) จำนวนคู่ค้าที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืน 0 0 0 0 จำนวนคู่ค้าที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืน 0 0 0 0 จำนวนคู่ค้าที่ได้รับการ On-site ESG audit 0 0 0 0 จำนวนคู่ค้าที่ได้รับการจัดการความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบ 0 0 0 0 ระยะเวลาการชำระเงินให้แก่คู่ค้า วัน วัน ระยะเวลาตามแนวปฏิบัติภายใน 30 30 ระยะเวลาเฉลี่ยที่เกิดขึ้นจริง 30 30 การละเมิดข้อกำหนดของคู่ค้าของบริษัทฯ กรณี กรณี จำนวนกรณีละเมิด 0 0 -
ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
-
ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
ทรัพยากรทางด้านเทคโนโลยี จัดเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการป้องกัน และกำหนดระดับความปลอดภัยต่อการใช้ข้อมูล เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนได้เสีย และข้อมูลที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท
ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (3-3)
การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และวิวัฒนาการด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น สามารถสร้างความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ เช่น ไวรัสคอมพิวเตอร์ การเจาะระบบ การเรียกค่าไถ่ ข้อมูลของผู้ใช้งานในระบบถููกนำไปใช้หรือเผยแพร่โดยไม่ได้ความยินยอม สูญหาย หรือรั่วไหลของข้อมูลที่สำคัญของกลุ่มบริษัทและข้อมูลส่วนบุคคลผู้มีส่วนได้เสีย ดังนั้น การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และการสร้างความปลอดภัยให้กับข้อมูลส่วนบุคคล เป็นปัจจัยเสี่ยงขององค์กรที่กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญยิ่ง เพื่อลดระดับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและป้องกันผลกระทบทางลบต่อกลุ่มบริษัท ทั้งในรูปแบบของตัวเงินและรูปแบบที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ค่าปรับจากการถูกฟ้องร้อง ค่าเสียหายจากการถูกเรียกค่าไถ่หรือการขู่กรรโชก ผลกระทบทางลบต่อชื่อเสียง การสูญเสียรายได้หรือกำไร การสููญเสียฐานลููกค้าจากความเชื่อมั่่นชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของกลุ่มบริษัท เป็นต้น โดยกลุ่มบริษัทมุ่งมั่นในการลงทุนในเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน การเพิ่มความตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ให้กับบุคลากรภายในองค์กร พร้อมทั้งเร่งให้มีการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (Thoresen Thai Agencies: TTA)
นโยบายการจัดการความปลอดภัยทางด้านสารสนเทศและไซเบอร์
บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ จึงให้ความสำคัญกับการดูแลและปกป้องทรัพยากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัทฯ โดยกำหนดนโยบายการจัดการความปลอดภัยทางด้านสารสนเทศและไซเบอร์เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานที่ผู้ใช้งานทุกระดับต้องปฏิบัติตาม เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการความเสี่ยง ลดโอกาสการเกิดเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสารสนเทศ ข้อมูล และการดำเนินงานขององค์กร ทั้งนี้ บริษัทฯ ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎหมายด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ บริษัทฯ จะเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยยึดหลักการเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน โดยพิจารณาตามความสัมพันธ์ของเจ้าของข้อมูลกับบริษัทฯ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และบริการ และดำเนินการแจ้งรายละเอียดแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมทั้งขอความยินยอมอย่างชัดแจ้งตามที่กฎหมายกำหนด
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการทบทวนนโยบายการจัดการความปลอดภัยทางด้านสารสนเทศและไซเบอร์ และพิจารณาความเหมาะสมให้สอดคล้องกับการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยผลการทบทวนพบว่า นโยบายฉบับปัจจุบันยังคงมีความเหมาะสมและสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง จึงไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนสาระสำคัญของนโยบายหลัก อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการปฏิบัติงานและยกระดับประสิทธิผลของการบังคับใช้นโยบาย บริษัทฯ ได้จัดทำและเพิ่มเติมเอกสารสนับสนุน (Supporting Documents) และแนวทาง/ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติตามนโยบายได้อย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งองค์กร
สาระสำคัญของนโยบายครอบคลุมการกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันการเข้าถึงข้อมูล การบริหารจัดการสิทธิ์การใช้งานทรัพยากรสารสนเทศ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลทั้งในรูปแบบเอกสารและอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนแนวทางด้านการสำรองและกู้คืนข้อมูลตามแนวปฏิบัติที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ บริษัทฯ มุ่งเน้นให้มีการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลอย่างเหมาะสม โดยครอบคลุมการระบุความเสี่ยง การประเมินความเสี่ยง และการกำหนดมาตรการควบคุมให้อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ รวมถึงการจัดทำแผนการบริหารจัดการและบรรเทาผลกระทบจากความเสี่ยงดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงสามารถศึกษาได้จากหัวข้อ “ปัจจัยความเสี่ยง” ในแบบ 56-1 One Report ประจำปี 2568
นโยบายความเป็นส่วนตัว
บริษัทฯ มีนโยบายความเป็นส่วนตัวซึ่งเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รวมถึงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องที่ใช้บังคับในประเทศไทย เพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล โดยมีสาระสำคัญในการเก็บรวบรวม และเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ ขอบเขต และใช้วิธีการที่ชอบด้วยกฎหมายและจำกัดเพียงเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์การดำเนินงานของบริษัทฯ โดยแบ่งประเภทข้อมูลดังต่อไปนี้

ช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียน
บริษัทฯ ได้จัดเตรียมช่องทางสำหรับข้อสงสัยหรือการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเก็บรวบรวม ใช้ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล การใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และในกรณีที่มีข้อร้องเรียนสามารถติดต่อได้ตามช่องทางดังต่อไปนี้
บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน)
26/26-27 อาคารอรกานต์ ชั้น 8 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต
แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330เบอร์โทรศัพท์: 02-250-0569 ถึง 74
เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
26/26-27 อาคารอรกานต์ ชั้น 8 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต
แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330เบอร์โทรศัพท์: 02-250-0569 ถึง 74
อีเมล: dpotta@thoresen.com
บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
บริษัทฯ กำหนดให้คณะกรรมการบริษัทมีหน้าที่กำกับดูแลเกี่ยวกับธรรมาภิบาลทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ นวัตกรรม และการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับมาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พิจารณานโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงและการบรรเทาความเสี่ยงทางไซเบอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศโดยบูรณาการเข้ากับการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร ตั้งแต่การระบุุความเสี่ยงหรือโอกาสในการดำเนินธุุรกิจ การประเมินและจัดลำดับความสำคัญ การกำหนดมาตรการจัดการ การติดตามและรายงาน และการทบทวนนโยบายการจัดการความปลอดภัยทางด้านสารสนเทศและไซเบอร์เป็นประจำทุกปีเพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการ ทั้งนี้ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลและบริหารจัดการความปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กร รวมถึงการตรวจสอบและตอบสนองต่อภัยคุกคาม และการบำรุงรักษาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความปลอดภัยและทันสมัย
ในปี 2568 บริษัทฯ ดำเนินกิจกรรมและโครงการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงจากปัจจัยด้านบุคลากร (Human Factor) การเสริมสร้างความตระหนักรู้ของพนักงาน และการยกระดับแนวทางการกำกับดูแลให้มีความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ทบทวนนโยบายการจัดการความปลอดภัยทางด้านสารสนเทศและไซเบอร์ และเห็นว่ายังมีความเหมาะสมสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง จึงไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายหลัก อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้จัดทำและเพิ่มเติมเอกสารที่เกี่ยวข้องและเอกสารสนับสนุน (Supporting Documents) เพื่อให้ การปฏิบัติงานเป็นมาตรฐานเดียวกันและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ในด้านการพัฒนาบุคลากร บริษัทฯ ได้ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ผ่านการอบรมและการสื่อสารภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้นำการประเมิน Security Awareness Proficiency Assessment (SAPA) มาใช้เพิ่มเติม เพื่อประเมินระดับความรู้และพฤติกรรมด้านความปลอดภัยของพนักงาน และจัดทำรายงานสรุปผลส่งให้หัวหน้าหน่วยงานนำไปกำกับดูแลและพัฒนาพนักงานในทีมได้อย่างเหมาะสม พร้อมช่วยระบุจุดแข็งและจุดที่ควรปรับปรุงของแต่ละทีมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการทดสอบการโจมตี Phishing E-mail อย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความถี่ในการทดสอบเป็น 2 ครั้งต่อปี เพื่อประเมินความพร้อมของพนักงานในการรับมือกับอีเมลหลอกลวง โดยบริษัทฯ ได้จัดให้มีการอบรมเสริมสำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความตระหนักรู้ในการปฏิบัติงานจริง
สำหรับปี 2569 บริษัทฯ มีแผนยกระดับการบริหารจัดการความปลอดภัยทางไซเบอร์เพิ่มเติม โดยจะเพิ่มความหลากหลายของการทดสอบ Phishing E-mail พัฒนาระบบการอบรมออนไลน์ด้านความปลอดภัยสารสนเทศเพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึง การเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง และมีแผนจัดส่งข้อมูลบันทึกเหตุการณ์ (Log) ไปยังศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย (Security Operations Center: SOC) เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และแจ้งเตือนเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง (24x7) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
การสื่อสารเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยทางไซเบอร์
บริษัทฯ มีการสื่อสารเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับพนักงานผ่านทาง pop-up screen และระบบ Portal ภายในของบริษัทฯ เพื่อให้พนักงานสามารถศึกษาได้ตลอดเวลา
การทดสอบการโจมตี Phishing Email

เป้าหมายเชิงคุณภาพ : พนักงานสามารถรับรู้และหลีกเลี่ยงอีเมล Phishing E-mail ได้อย่างถูกต้
เป้าหมายเชิงปริมาณ : อัตราการตกเป็นเหยื่อจากการทดสอบการโจมตี Phishing E-mail อยู่ในระหว่างร้อยละ 3-7
บริษัทฯ ได้ริเริ่มโครงการการทดสอบการโจมตี Phishing Email ในปี 2566 เป็นต้นมา เพื่อให้พนักงานเตรียมรับมือและตอบสนองกับเหตุการณ์ภัยคุกคามต่างๆ เมื่อได้รับอีเมลหลอกลวง ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีด้วยอีเมลหลอกลวงได้ นอกจากนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวยังเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและสร้างความตระหนักถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับอีเมลหลอกลวงได้
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ยกระดับความเข้มข้นในการทดสอบการโจมตีด้วยอีเมลหลอกลวง (Phishing E-mail) โดยเพิ่มความถี่เป็น 2 ครั้งต่อปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยคุกคามที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ผลการทดสอบพบว่า พนักงานมีพัฒนาการในการรับมือภัยคุกคามที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในการทดสอบครั้งที่ 1 มีผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบ (ตกเป็นเหยื่อ) คิดเป็นร้อยละ 16.30 แต่ภายหลังจาก การรณรงค์ให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในการทดสอบครั้งที่ 2 อัตราการตกเป็นเหยื่อลดลงเหลือเพียงร้อยละ 5.00 (จากผู้เข้าร่วมทดสอบ 120 คน มีผู้ตกเป็นเหยื่อเพียง 6 คน)
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ สามารถบรรลุทั้งเป้าหมายเชิงคุณภาพและเป้าหมายเชิงปริมาณที่กำหนดไว้ โดยพนักงานมีความสามารถในการรับรู้และหลีกเลี่ยงอีเมลหลอกลวงได้ อย่างถูกต้องมากขึ้นอย่างชัดเจน และอัตราการตกเป็นเหยื่อจากการทดสอบการโจมตีด้วย Phishing E-mail ในการทดสอบครั้งที่ 2 ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 5.00 ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 3-7 สะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการสร้างความตระหนักรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของบริษัทฯ อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยังคงดำเนินการทดสอบและพัฒนาศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นในอนาคตจากผลการดำเนินงานดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ สามารถบรรลุทั้งเป้าหมายเชิงคุณภาพและเป้าหมายเชิงปริมาณที่กำหนดไว้ โดยพนักงานมีความสามารถในการรับรู้และหลีกเลี่ยงอีเมลหลอกลวงได้ อย่างถูกต้องมากขึ้นอย่างชัดเจน และอัตราการตกเป็นเหยื่อจากการทดสอบการโจมตีด้วย Phishing E-mail ในการทดสอบครั้งที่ 2 ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 5.00 ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 3-7 สะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการสร้างความตระหนักรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของบริษัทฯ อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยังคงดำเนินการทดสอบและพัฒนาศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นในอนาคต
ข้อมูล (418-1) 2567 2568
ครั้งที่ 12568
ครั้งที่ 2ร้อยละของผู้ที่ได้รับการอบรมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลประจำปี กรรมการ 100 100 ผู้บริหาร 100 100 พนักงาน 71.43 100 ข้อร้องเรียนและเหตุการณ์การถูกโจมตีทางไซเบอร์และข้อมูลรั่วไหล ข้อร้องเรียนด้านการละเมิดความเป็นส่วนตัวของลูกค้าและการทำข้อมูลลูกค้า สูญหาย (กรณี) 0 0 ข้อร้องเรียนจากภายนอก (กรณี) 0 0 ข้อร้องเรียนจากหน่วยงานกำกับดูแล (กรณี) 0 0 จำนวนเหตุการณ์การถูกโจมตีทางไซเบอร์ (ครั้ง) 0 0 จำนวนเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล (ครั้ง) 0 0 ผลการทดสอบโครงการการทดสอบการโจมตี Phishing E-mail ผู้เข้าร่วมการทดสอบ (คน) 126 92 120 ผู้ที่ผ่านการทดสอบ (คน) 116 77 114 ผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบ (ตกเป็นเหยื่อ) (คน) 10 15 6 ผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบ และผ่านการเรียนหลักสูตร Phishing E-mail (คน) 10 13 0/1 การส่งเสริมความตระหนักรู้ (Security Awareness) จำนวนพนักงานที่เข้าร่วมประเมินความรู้เชิงลึก (SAPA - Security Awareness Proficiency Assessment) (คน) 0 83 พนักงานที่ผ่านการทดสอบความรู้ PDPA (คน) 0 55 หมายเหตุ: 1/ ผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบในครั้งที่ 2 อยู่ระหว่างกระบวนการติดตามผลและกำหนดการอบรมซ่อมเสริม (Remedial Training) ภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2569
-
การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม
-
การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม
กลุ่มบริษัทมุ่งคิดค้นนวัตกรรมเพื่อพัฒนากระบวนการทางธุรกิจไปพร้อมกับผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบสนองต่อกระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลง
การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (3-3)
นวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคต่างก็มีความคาดหวังในการพัฒนาของสินค้าหรือบริการที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง กลุ่มบริษัทตระหนักดีถึงความสำคัญนี้ของนวัตกรรมและเทคโนโลยี จึงมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรม สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นภายในองค์กรในทุกๆ กลุ่มธุรกิจ เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายที่เกิดขึ้น และเพื่อให้สามารถปรับตัวเท่าทันกับสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมกับสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจ
ด้วยค่านิยมขององค์กรที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศในการนำเอาความคิดหรือแนวทางใหม่ๆ มาพัฒนาและปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม และพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าทางธุรกิจตามสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญต่อการสร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้อให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมหรือความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อปรับปรุงพัฒนาการทำงาน หรือผลิตภัณฑ์และการบริการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงมีการพัฒนากลยุทธ์ในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาธุรกิจของกลุ่มบริษัท เพื่อให้นวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นมานั้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างกันไปตามแต่ประเภทและลูกค้าของแต่ละกลุ่มธุรกิจ โดยกลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับทั้งนวัตกรรมกระบวนการและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เพื่อให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ สามารถตอบสนองไม่เพียงแต่ความต้องการของลูกค้าเท่านั้น แต่เพื่อให้สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นด้วย ทั้งหมดนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความน่าสนใจให้กับลูกค้า รวมถึงเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือของกลุ่มบริษัทให้กับนักลงทุนผ่านความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ด้าน
นโยบายการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรม
กลุ่มบริษัทสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร และผลักดันให้เกิดการสร้างนวัตกรรม โดยกำหนดให้มีนโยบายการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรม ที่มุ่งเน้นการสรรสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดมูลค่าต่อธุรกิจ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเชิงบวกให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม รวมถึงตระหนักต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยกลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมการพัฒนาแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร ครอบคลุมทั้งนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต กระบวนการทำงาน การบริการ และการสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ โดยกลุ่มบริษัทเชื่อว่า การให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมประเภทต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้กลุ่มบริษัทสามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเพิ่มความได้เปรียบใน การแข่งขัน และสร้างความเชื่อใจให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้ นโยบายการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรม ได้ถูกประกาศใช้งานในวันที่ 2 กันยายน 2567 มีขอบเขตครอบคลุม TTA และบริษัทย่อยทั้งหมด โดยมีรายละเอียดดังนี้
แนวปฏิบัติ
- กำหนดวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และนโยบายด้านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรมให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และกลยุทธ์ของบริษัทฯ
- กำหนดให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคน มีหน้าที่สนับสนุน ผลักดัน และปฏิบัติให้สอดคล้องกับนโยบายด้าน การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
- มุ่งมั่นพัฒนาระบบการจัดการนวัตกรรมเพื่อกลุ่มบริษัท สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยจัดให้มีกรอบแนวทาง การบริหารจัดการนวัตกรรมที่ชัดเจน อีกทั้งมีการกำหนดโครงสร้างผู้รับผิดชอบในระดับองค์กร และกำหนดบทบาท หน้าที่ และกระบวนการปฏิบัติงาน เพื่อรับผิดชอบและทำให้มั่นใจได้ว่า วิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และนโยบายด้านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรมจะบรรลุความสำเร็จตามที่ได้กำหนดไว้
- จัดให้มีการสนับสนุนงบประมาณ และทรัพยากรอื่นๆ เพื่อจัดการนวัตกรรมที่เหมาะสมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
- จัดให้มีกระบวนการและแนวความคิดอย่างเป็นระบบในการรวบรวมและประเมินแนวคิดใหม่ๆ รวมทั้ง การส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดแนวความคิดใหม่อย่างต่อเนื่อง
- จัดให้มีกระบวนการสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ได้แก่ 1) การค้นหาแนวคิดใหม่ๆ 2) การประเมิน ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ 3) การพัฒนาแนวคิดเป็นโครงการ 4) การทดสอบผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการ 5) การเตรียมดำเนินการเชิงพาณิชย์ การเตรียมกระบวนการผลิต กระบวนการทำงานใหม่เพื่อใช้งานจริง 6) การนำผลิตภัณฑ์ บริการ กระบวนการผลิต และกระบวนการทำงานใหม่ไปใช้งานจริง
- กำหนดให้มีการประเมินประสิทธิผลของกระบวนการทำงาน รวมถึงการติดตามผล และรายงานผล การดำเนินการต่อผู้บริหารที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้มั่นใจว่าจะได้นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ บริการ กระบวนการ ที่สร้างมูลค่าต่อธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าต่อผู้มีส่วนได้เสีย
การเสริมสร้างบรรยากาศสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม
- การสร้างบรรยากาศ การมีส่วนร่วม ส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้พนักงานเสนอความคิดสร้างสรรค์
- การยอมรับความเสี่ยงอย่างมีเหตุผล กล้าเผชิญต่อความล้มเหลว
- ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก
- ให้ความรู้และส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ทดลองประดิษฐ์ คิดค้น การศึกษาดูงาน การเข้าชมนิทรรศการ การเผยแพร่ผลงานด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
- เชิดชูนวัตกรรมหรือทีมงานที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่และนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นกับกลุ่มบริษัท และ ผู้ที่เกี่ยวข้องในรูปแบบที่เหมาะสม
- ส่งเสริมการขยายผลงานนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ เพื่อต่อยอดให้เกิดการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจให้กับพนักงานทั่วทั้งกลุ่มบริษัท
- ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้มีความคิดสร้างสรรค์ ประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการริเริ่มสร้างสรรค์ และสร้างแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรม
โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (Thoresen Thai Agencies: TTA)
TTA ดำเนินการจัดทำนโยบายการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรม เพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานด้านนวัตกรรมทั่วทั้งกลุ่มบริษัท โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ภายในองค์กร ที่จะนำมาซึ่งการพัฒนาปรับปรุงสินค้าและบริการ รวมถึงกระบวนการทำงานที่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินการของแต่ละบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โทรีเซน ชิปปิ้ง (Thoresen Shipping: TSS)
โทรีเซน ชิปปิ้ง มีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานของบริษัทฯ เพื่อให้กองเรือของโทรีเซน มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานสูงสุด และสามารถลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยโทรีเซน ชิปปิ้งยึดมั่นวิสัยทัศน์ นโยบาย และแนวปฏิบัติของกลุ่มบริษัท สำหรับหน่วยงานที่ดูแลด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อนำมาใช้พัฒนาคุณภาพกองเรือในการให้บริการของบริษัทฯ คือแผนกการบริหารจัดการด้านเทคนิค ซึ่งจะมีการทำงานร่วมกันกับแผนกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในองค์กร เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
TTALAB มอบแผ่นยางกันกระแทกจากวัสดุรีไซเคิล ส่งคืนสู่ชุมชน มุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมยั่งยืน


22 ธันวาคม 2568: Go-Round Project โดย TTALAB ร่วมกับ NANOTEC ได้ดำเนินการติดตั้งพื้นยางรีไซเคิลจากยางสิบล้อ ณ ชุมชนโชฎึก เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร โดยได้นำนวัตกรรมแผ่นยางที่ไม่ใช้งานแล้วมารีไซเคิลและอัปไซเคิลเพื่ สาธารณประโยชน์ จำนวน 80 แผ่น ครอบคลุมพื้นที่รวม 20 ตารางเมตร เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวแนวคิด “สวน 15 นาที” ภายในชุมชนริมคลองผดุงกรุงเกษม โครงการนี้สะท้อนแนวทางการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนตามหลัก Circular Economy โดยช่วยลดปริมาณขยะยาง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างพื้นที่กิจกรรมที่ปลอดภัย ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของคนในชุมชนเมืองอย่างเป็นรูปธรรม
-
การบริหารความเสี่ยงและภาวะวิกฤต
-
การบริหารความเสี่ยงและภาวะวิกฤต
การบริหารความเสี่ยงและการจัดการภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างความต่อเนื่องกับการดำเนินธุรกิจ โดยการเตรียมความพร้อมและรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนได้อย่างทันท่วงที
การบริหารความเสี่ยงและภาวะวิกฤต (2-12, 3-3)
นโยบายการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มบริษัทจัดทำขึ้นภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร (TTA Enterprise Risk Management Framework: TTA ERM) โดยอ้างอิงตามแนวทางของ The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission (COSO) เพื่อกำหนดทิศทางโดยรวมของระบบบรรษัทภิบาลและการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กร ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดต่อกระบวนการบริหารความเสี่ยงโดยรวม โดยมีการดำเนินงานเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานเจ้าของความเสี่ยง (Risk Owner) คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และแผนกบริหารความเสี่ยง ซึ่งทำหน้าที่กำกับ ดูแล ติดตาม และรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างสม่ำเสมอ
นโยบายการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรของกลุ่มบริษัท
นโยบายการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มบริษัทจัดทำขึ้นภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร (TTA Enterprise Risk Management Framework: TTA ERM) โดยอ้างอิงตามแนวทางของ The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission (COSO) เพื่อกำหนดทิศทางโดยรวมของระบบบรรษัทภิบาลและการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กร ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดต่อกระบวนการบริหารความเสี่ยงโดยรวม โดยมีการดำเนินงานเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานเจ้าของความเสี่ยง (Risk Owner) คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และแผนกบริหารความเสี่ยง ซึ่งทำหน้าที่กำกับ ดูแล ติดตาม และรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างสม่ำเสมอ
การบริหารความเสี่ยงครอบคลุมความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญของกลุ่มบริษัท ได้แก่ ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ด้านปฏิบัติการ ด้านการเงิน ด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด และด้านการทุจริตคอร์รัปชัน โดยกระบวนการเริ่มจากการระบุความเสี่ยงที่สำคัญ (Key Risk) และปัจจัยเสี่ยง การประเมินโอกาสเกิดและผลกระทบ การกำหนดมาตรการบริหารจัดการ และการจัดทำแผนบรรเทาความเสี่ยง (Mitigation Plan) จากนั้นมีการติดตามระดับความเสี่ยง (Risk Exposure) ความคืบหน้าของมาตรการ และผลของดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicator: KRI) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นประจำทุกไตรมาส เพื่อให้มั่นใจว่าระดับความเสี่ยงอยู่ภายในกรอบที่องค์กรยอมรับได้ ตลอดปีที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายได้กำกับดูแลและทบทวนประเด็นความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานบริหารความเสี่ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งกลุ่มบริษัท
กระบวนการประเมินความเสี่ยง
กลุ่มบริษัทได้มีการประเมินความเสี่ยงตามกรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร โดยบริษัทได้มีการกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) Risk Matrix และ Key Risk Indicator (KRIs)
กระบวนการบริหารจัดการภาวะวิกฤต

โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (Thoresen Thai Agencies: TTA)
แผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP)
บริษัทฯ จัดทำแผนการจัดการภาวะวิกฤตเพื่อรับมือความเสี่ยงด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับโรคระบาด อาทิ โรค COVID-19
ข้อมูล 2567 2568 จำนวนการซ้อมเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤต และกรณีการหยุดชะงักทางธุรกิจ จำนวนการซ้อมสถานการณ์จำลองเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤต (ครั้ง) 1 0 จำนวนกรณีหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการหยุดชะงักทางธุรกิจ (ครั้ง) 0 0 การบริหารความเสี่ยงและภาวะวิกฤตในปี 2568
ประเด็นความเสี่ยงและแนวทางการบริหารความเสี่ยงในแต่ละหัวข้อของบริษัทฯ และบริษัทย่อย สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก หัวข้อปัจจัยความเสี่ยง ในแบบ 56-1 One Report
ประเด็นความเสี่ยงด้านความยั่งยืน หรือความเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงินของปี 2568 และแนวทางการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ อาทิ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเกิดภัยพิบัติ และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ชุมชนสัมพันธ์และความรับผิดชอบทางสังคม การทุจริตคอร์รัปชัน และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ
การเสริมสร้างวัฒนธรรมความเสี่ยงองค์กร (Risk Culture)
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักให้แก่พนักงานต่อหลักการบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืนพร้อมทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมอันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยในปี 2568 บริษัทฯ นำการบริหารความเสี่ยงเข้าเป็นส่วนหนึ่งในค่านิยมองค์กร ตัว C : Commitment การยึดมั่นในพันธะ โดยเพิ่มรายละเอียดหัวข้อการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) สร้างเสริมวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร นอกจากนี้บริษัทฯ ได้กำหนดให้มีกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงผ่านการเล่นเกมส์ชิงรางวัลในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการจัดอบรมพนักงานประจำปี ซึ่งมีการทบทวนความรู้ในเรื่องความเสี่ยงควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการทดสอบความเข้าใจผ่านการทำแบบทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรมทบทวนความรู้
การจัดกิจกรรมส่งเสริมความตระหนักด้านความเสี่ยงของพนักงาน
บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Awareness Quiz) ผ่านช่องทางอีเมลภายในองค์กร ระหว่างวันที่ 17–24 มีนาคม 2568 โดยเป็นกิจกรรมตอบคำถามจำนวน 10 ข้อ เกี่ยวกับความรู้และความเข้าใจพื้นฐานด้านความเสี่ยง ซึ่งแต่ละข้อมีตัวเลือก 3 ตัวเลือก และมีคำตอบที่ถูกต้องเพียง 1 ตัวเลือก
กิจกรรมดังกล่าวมีพนักงานเข้าร่วมทั้งสิ้น 28 คน และผู้เข้าร่วมทุกคนสามารถทำคะแนนได้มากกว่าร้อยละ 80 ของคะแนนรวม เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจและการมีส่วนร่วม บริษัทฯ ได้ดำเนินการสุ่มรายชื่อผู้โชคดีและมอบรางวัลตามที่กำหนดไว้ ซึ่งกิจกรรมนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลกิจการที่ดีภายในองค์กร
จำนวนบุคลากรที่ได้รับการอบรม เรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืน 2567 2568 จำนวน (คน) ร้อยละ จำนวน (คน) ร้อยละ กรรมการ 4 33.33 4 33.33 ผู้บริหารระดับสูง 8 100 8 100 พนักงาน 90 71.43 136 100