การจัดการด้านความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม
จากการประเมินสถานการณ์ของโลกในปัจจุบัน รวมถึงผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจต่อผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก TTA ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ หากไม่มีการวางมาตรการและแนวปฏิบัติอย่างถูกต้อง TTA จึงได้กำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงความมุ่งมั่นที่จะหาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร และเพื่อจัดการความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกิดจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยคลอบคลุมเรื่อง การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการน้ำ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดการของเสีย ทั้งนี้ TTA กำหนดให้มีการทบทวนนโยบายเป็นประจำเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและคลอบคลุมประเด็นมีนัยสำคัญด้านความยั่งยืนขององค์กรที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยการแก้ไขนโยบายและการเปลี่ยนแปลงประเด็นที่มีนัยสำคัญด้านความยั่งยืนต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน และคณะกรรมการบริษัทตามลำดับ
นโยบายสิ่งแวดล้อม
TTA ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และมีการบูรณาการการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการประกอบธุรกิจ เพื่อส่งเสริมกลไกในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนจึงได้กำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมขึ้นโดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์บริษัทฯ (https://www.thoresen.com/storage/download/corporate-documents/20220520-tta-environmental-policy-th.pdf) และมีแนวทางปฏิบัติตามนโยบายสิ่งแวดล้อม ดังนี้

กลุ่มบริษัทปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง TTA จัดอบรม สื่อสารนโยบายสิ่งแวดล้อมผ่านระบบออนไลน์ให้กับพนักงาน ในวันที่ 13 มกราคม 2568 เพื่อรับทราบและปฏิบัติตาม โดยมีผู้เข้าร่วมคิดเป็นร้อยละ 71.43 และผลการทดสอบภายหลังการอบรมได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 91.16 ทั้งนี้ ยังได้มีการเผยแพร่นโยบายดังกล่าวไว้บนระบบ Portal บอร์ดประชาสัมพันธ์ภายใน และเว็บไซต์ของ TTA
-
ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
-
ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ในสถานการณ์ปัจจุบันที่โลกกำลังประสบปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรและการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการในการบริโภคทรัพยากรและการใช้พลังงานสูงขึ้น เพิ่มความสำคัญในการจัดการด้านพลังงาน สวนทางกับสภาพอากาศที่อุณหภูมิสูงขึ้นทุกวัน โดยจากที่ประเทศไทยได้ร่วมลงนามความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Paris Agreement เพื่อมุ่งบรรลุุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 กลุ่มบริษัทจึงมีความตระหนักถึงความท้าทายด้านการจัดการพลังงาน รวมถึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของพลังงานที่มีจำกัด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญและเร่งด่วนที่จะต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินธุรกิจขององค์กร
ดังนั้น แนวคิดการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีบทบาทสำคัญ ในการลดต้นทุนการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการนำแนวปฏิบัติด้านการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานอย่างยั่งยืน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสิ่งแวดล้อมของ TTA และกำหนดให้แผนกธุรการและแผนกทรัพยากรมนุษย์ดูแลการบริหารจัดการพลังงานภายในอาคารสำนักงานใหญ่ อีกทั้ง TTA ได้มองหาโอกาสในการแสวงหาพลังงานหมุนเวียนที่สามารถขับเคลื่อนให้องค์กรมุ่งสู่การเป็นบริษัทพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายสิ่งแวดล้อมของTTA และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อไป
แนวทางบริหารจัดการและผลการดำเนินงานด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน(302-1)
โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (Thoresen Thai Agencies: TTA)
แนวทางการบริหารจัดการ
การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมีความสำคัญอย่างมากในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนที่สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ อีกทั้ง การใช้พลังงานส่งผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ ดังนั้น TTA จึงได้ตั้งเป้าหมายลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงร้อยละ 2 จากปีก่อนหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ในเป้าหมายที่ 7 (SDG 7) ตลอดจนจำกัดผลกระทบจากการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
กิจกรรมและโครงการด้านการจัดการพลังงาน
โครงการอนุรักษ์พลังงาน
ในปี 2567 TTA ได้มีการพัฒนาและดำเนินการในโครงการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อส่งเสริมการลดการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ การรณรงค์ให้พนักงานถอดปลั๊กอุปกรณ์หรือปิดสวิตช์เมื่อไม่ได้ใช้งาน การวางแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกันเครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพ การเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศที่ล้าสมัยด้วยรุ่นประหยัดพลังงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า จำนวน 4 เครื่อง คิดเป็นร้อยละ 17 ของเครื่องปรับอากาศทั้งหมด ตลอดจนการจัดสรรพื้นที่ทำงานให้เหมาะสมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะเดียวกันรักษาสภาพแวดล้อมและความเหมาะสมของการทำงานให้เป็นไปตามหลักปฏิบัติและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ผลการดำเนินงานปี 2567
จากการดำเนินการข้างต้น ส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าขององค์กรลดลง โดยในรอบปีที่ผ่าน TTA ใช้ไฟฟ้าไปทั้งสิ้น 819,099 กิโลวัตต์-ชั่วโมง เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2566 ร้อยละ 11.2 ไม่บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในการลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงร้อยละ 2 จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวงปรับค่าไฟต่อยูนิตเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ TTA ซึ่งตั้งอยู่บนอาคารพาณิชย์และมีการบริหารจัดการค่าไฟฟ้าผ่านนิติบุคคล ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าไฟเพิ่มขึ้นกว่าปกติ ค่าไฟฟ้าในปีที่ผ่านมาจึงเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 18.4 ทั้งนี้ในปี 2567 TTA ขยายพื้นที่การทำงาน เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างบริษัทฯ ให้ลงทุนในธุรกิจที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นสอดคล้องกับจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น โดยหากคำนวณตามพื้นที่แล้ว การขยายพื้นที่ของ TTA เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 สอดคล้องกับค่าไฟที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.4
ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของ TTA
2565 2566 2567 ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงและพลังงานของ TTA ค่าไฟฟ้า (บาท) 3,719,529 4,842,129 5,733,693 ↑ ร้อยละ 18.4 หน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) 826,587 736,344 819,099 ↑ ร้อยละ 11.2 ปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยรายได้ (กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อบาท) 0.131 0.204 0.381 ↑ ร้อยละ 86.8 น้ำมันดีเซล (ลิตร) 3,682 3,586 4,677.53 ↑ ร้อยละ 30.4 น้ำมันเบนซิน (ลิตร) 9,599 13,794 16,650.36 ↑ ร้อยละ 20.7 ผลรวมการใช้พลังงาน ภายในองค์กร (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) 947,784.18 893,255.79 1,012,033.59 ↑ ร้อยละ 13.4 โทรีเซน ชิปปิ้ง (Thoresen Shipping : TSS)
แนวทางการบริหารจัดการ
บริษัทมุ่งมั่นดำเนินงานให้สอดคล้องตามนโยบายสิ่งแวดล้อม และเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินงานตามกฎระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ บริ;ษัทจึงได้จัดตั้งฝ่ายปฏิบัติการซ่อมบำรุง (Marine Operations and Technical Team) เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนทางเทคนิคและกำกับดูแลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมด
เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของกองเรือเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่กำหนด และสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือภาคผนวกที่ 6 (MARPOL Annex VI) บริษัทมีนโยบายและแนวทางในการบริหารจัดการปริมาณการใช้พลังงานน้ำมันของกองเรือให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีการเก็บข้อมูลการใช้พลังงานน้ำมันของกองเรือ รวมถึงการเก็บข้อมูลอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
โดยเรือขนส่งสินค้าของโทรีเซน ชิปปิ้ง ได้มีการใช้ระบบควบคุมปริมาณการใช้น้ำมันหล่อลื่น (Alpha Lubricator) กระบอกสูบเครื่องจักรใหญ่ พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ช่วยเพิ่มความเร็วเรือ บริเวณเพลาใบจักรเรือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเรือให้สามารถแล่นได้เร็วขึ้นในขณะที่ใช้รอบเครื่องจักรเท่าเดิมซึ่งช่วยประหยัดพลังงานจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินเรือ และได้มีการจัดทำ Onboard Management Manual for Engine Power Limitation (EPL) ซึ่งเป็นคู่มือการจัดการเพื่อการประหยัดพลังงาน และได้รับการรับรองจากสมาคมผู้ตรวจสอบมาตรฐานเรือ
กิจกรรมและโครงการด้านการจัดการพลังงาน
โทรีเซน ชิปปิ้ง มีการดำเนินการปรับปรุงการทำสีลำเรือให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการบริหารจัดการปริมาณการใช้น้ำมันอย่างเหมาะสมในการดำเนินงานของกองเรือโทรีเซน ชิปปิ้ง โดยในปี 2567 จากการเก็บรวบรวมข้อมูลกองเรือ 24 ลำของบริษัท มีปริมาณการใช้น้ำมันเตาที่มีกำมะถันสูง (High Sulphur Fuel Oil : HSFO) ประมาณ 99,753 ตัน โดยแบ่งเป็นน้ำมันเตาที่มีกำมะถันต่ำ (Low Sulphur Fuel Oil : LSFO) จำนวน 6,013 ตัน และน้ำมันเตาที่มีกำมะถันต่ำมาก (Very-Low Sulphur Fuel Oil : VLSFO) จำนวน 93,740 ตัน และมีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 9,857 ตัน
โครงการอนุรักษ์พลังงานอื่น ๆ
- Propeller Grit Paint การพ่นสีใบจักรเรือช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณร้อยละ 2
- Propeller ECO-Cap การเปลี่ยนตัวยึดใบจักรเรือช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณร้อยละ 2
ผลการดำเนินงาน
2565 2566 2567 ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงและพลังงานของ TTA น้ำมันดีเซล (ลิตร)
6,264 5,302 9,857 ↑ ร้อยละ 85.9 น้ำมันเบนซิน (ลิตร)
102,892 91,847 99,753 ↑ ร้อยละ 8.60 พีเอช แคปปิตอล (PH Capital: PHC)
แนวทางการบริหารจัดการ
บริษัทดำเนินธุรกิจร้านอาหารภายใต้แบรนด์ “พิซซ่า ฮัท” ซึ่งการใช้พลังงานไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนในการดำเนินงานที่สำคัญ โดยเริ่มตั้งแต่การกระบวนการผลิตตลอดจนการจัดส่งและกระจายสินค้า เพื่อมุ่งลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตอบสนองต่อเป้าหมายขององค์กรในการลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงร้อยละ 2 เทียบจากปี 2566 บริษัทจึงมีการกำหนดนโยบาย ลดหน่วยการใช้ไฟของสาขาทั้งหมดจำนวน 196 สาขาลงร้อยละ 5 จากปี 2566 และมีหน่วยงาน ฝ่ายปฏิบัติการ (Operations) และ ฝ่ายพัฒนาบุคลากร (Technical Training & Development) ที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการวางแผนและตั้งเป้าหมายให้กับแต่ละสาขาและฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้เรื่องการใช้และดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงออกมาตรการการควบคุมและลดหน่วยการใช้ไฟรายวันให้กับทุกสาขา โดยสาขาจะต้องจดบันทึกหน่วยการใช้ไฟแบบรายวันในแบบฟอร์มของบริษัทและควบคุมการใช้งานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้กับสาขา อีกทั้ง มีการติดตามและวางแผนการบริหารจัดการการใช้พลังงานและอุปกรณ์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำผลมาวิเคราะห์ในกรณีมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าผิดปกติ เพื่อหาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง
กิจกรรมและโครงการด้านการจัดการพลังงาน
โครงการลดหน่วยการใช้ไฟฟ้าของ 196 สาขา
บริษัทมีการควบคุมการใช้และดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงออกมาตรการและแผนงานควบคุมและลดหน่วยการใช้ไฟรายวันให้กับทุกสาขา โดยจัดทำคู่มือให้พนักงานปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในร้านให้มีประสิทธิภาพ การบำรุงรักษา และการเปิด-ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า อีกทั้ง มีการฝึกอบรมทบทวนความเข้าใจให้แก่พนักงาน และว่าจ้างบริษัทภายนอกเพื่อดำเนินการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น ระบบปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น โดยบริษัทมีจัดทำรายงานแบบรายเดือนเพื่อติดตามวัดผลประสิทธิภาพการดำเนินการของแต่ละสาขา ด้วยการใช้ฟอร์ม Daily Usage Tracker รูปแบบออนไลน์
ผลการดำเนินงานในปี 2567 บริษัทมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 เนื่องจากมีการขยายเวลาเปิดร้าน เพื่อรองรับลูกค้าให้มากขึ้นในช่วงกลางคืน เช่น กลุ่มที่ทำงานเลิกดึก หรือคนที่ต้องการสั่งอาหารมื้อดึกใน สาขาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานมีการปรับลดค่าไฟฟ้าต่อหน่วยระหว่างปี 2567 ทำให้บริษัทได้รับประโยชน์สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟฟ้าเปรียบเทียบปีก่อนได้ 4.19 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2.7 จากปี 2566 ทั้งนี้ จากเป้าหมายที่ต้องการลดการใช้ไฟฟ้าลงร้อยละ 5 บริษัทยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้
ทั้งนี้ในปี 2568 บริษัทมีเป้าหมายเน้นการลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าของแต่ละสาขา และได้จัดเตรียมแผนการดำเนินงานเพิ่มเติมเช่น การจัดหาอุปกรณ์ที่สามารถลดการใช้ปริมาณไฟฟ้า ลดขนาดของตู้แช่เย็น ลดจำนวนอุปกรณ์ส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถบรรลุเป้าหมายได้ในอนาคต
โครงการพลังงานไฟฟ้าจากหลังคาแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop)
บริษัทมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานดั้งเดิม และสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร โดยโครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ใน 4 สาขาแรกในเดือนสิงหาคม ปี 2567 ด้วยงบประมาณรวม 910,000 บาท ผลการดำเนินงานในช่วงแรกพบว่าการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ใน 4 สาขาสามารถช่วยลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือนลงได้ประมาณ 3,400 หน่วย หรือสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เฉลี่ยร้อยละ 8.41 ของค่าใช้จ่ายไฟฟ้าปกติในแต่ละสาขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการใช้พลังงานสะอาดและศักยภาพในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังมีส่วนช่วยในการเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นการสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว บริษัทมีแผนที่จะขยายการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ไปยังสาขาอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต เพื่อเพิ่มการประหยัดพลังงานและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ผลการดำเนินงาน
หมายเหตุ: บริษัทไม่มีการใช้เชื้อเพลิงในการดำเนินงานของบริษัท2565 2566 2567 ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงและพลังงานของ PHC ค่าไฟฟ้า (บาท)
136,476,523 155,931,973 151,737,850 ↓ ร้อยละ 2.7 หน่วยไฟฟ้า (กิโลวัตต์-ชั่วโมง)
26,566,090 26,985,875 27,874,578 ↑ ร้อยละ 3.3 ผลรวมการใช้พลังงานภายในองค์กร
95,637 97,949 100,348 ↑ ร้อยละ 2.4 เมอร์เมด มาริไทม์ (Mermaid Maritime: MML)
MML ได้รับรองมาตรฐาน ISO 14001:2015
ในปี 2567 สถานที่ทำงานของ MML ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001:2015 ซึ่งเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร ที่ช่วยให้สามารถประเมินและปรับปรุงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถศึกษารายละเอียดสถานที่ทำงานที่ได้รับการรับรองผ่านช่องทางต่อไปนี้ https://www.mermaid-group.com/storage/document/accreditation/20240312-accreditation.pdf
การใช้พลังงาน
การปล่อยมลพิษขอบเขตที่ 2 ของบริษัทสำหรับปี 2567 จากการซื้อไฟฟ้าและการผลิตพลังงานหมุนเวียน แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของบริษัทในการลดรอยเท้าคาร์บอน โดยข้อมูลในส่วนนี้สอดคล้องกับมาตรฐาน GRI 305-2a และสะท้อนถึงแนวทางเชิงรุกในด้านประสิทธิภาพพลังงานและความยั่งยืน ผลการดำเนินงานในปี 2567 เน้นย้ำถึงการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่การดำเนินงาน ซึ่งทำให้บริษัทสามารถลดความเข้มข้นของการปล่อยมลพิษอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่สำคัญ
พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อในปี 2567 บริษัทได้ซื้อพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 634,890 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งลดลงจาก 932,952 กิโลวัตต์ชั่วโมงในปี 2566 สะท้อนถึงมาตรการประหยัดพลังงานและการพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากไฟฟ้าที่ซื้อลดลงเหลือ 267 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าเมื่อเทียบกับ 417 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2566
การผลิตพลังงานหมุนเวียน บริษัทได้ขยายการผลิตพลังงานหมุนเวียนถึง 243,543 กิโลวัตต์ชั่วโมงในปี 2567 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 81,840 กิโลวัตต์ชั่วโมงในปี 2566 ส่งผลให้สามารถชดเชยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าได้ถึง 93 ตัน
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าทั้งหมด การปล่อยมลพิษขอบเขตที่ 2 ทั้งหมด ลดลงเหลือ 360 ตันในปี 2567 จาก 450 ตันในปี 2566 ลดลงสุทธิร้อยละ 20
การริเริ่มและกลยุทธ์ในปี 2567
มาตรการประสิทธิภาพพลังงาน มีการติดตั้งระบบประหยัดพลังงานที่มีประสิทธิภาพในสำนักงาน รวมถึงเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนและเครื่องทำความเย็นประหยัดพลังงาน โดยระบบเหล่านี้สามารถช่วยลดการใช้ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งการปรับการใช้พลังงานให้เหมาะสม ผนวกกันกับการติดตามการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ช่วยให้บริษัทสามารถปรับใช้มาตรการประหยัดพลังงานได้อย่างท่วงทันเวลา
การบูรณาการใช้พลังงานหมุนเวียน บริษัทมีการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ในอาคารบางอาคาร ช่วยให้สามารถผลิตพลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ไม่หมุนเวียน
การปล่อยมลพิษขอบเขตที่ 2 (305-2a) 2565 2566 2567 เป้าหมาย ไฟฟ้าที่ซื้อมา (กิโลวัตต์-ชั่วโมง)
611,646 932,952 634,890 ความเข้มข้น คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า = 0.6 (ลดลงร้อยละ 5) คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ตัน)
283 417 267 การผลิตพลังงานหมุนเวียน (พลังงานไฟฟ้าจากหลังคาแสงอาทิตย์) (กิโลวัตต์-ชั่วโมง)
- 81,840 243,543 คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ตัน)
- 33 93 คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ารวม (ตัน)
283 450 360 รายได้ประจำปี (000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา)
224 274 513 ความเข้มข้นคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ตัน/ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา)
1.3 1.6 0.7 โครงการพลังงานไฟฟ้าจากหลังคาแสงอาทิตย์บริเวณโดยรอบอาคารปิ่นทอง
บริษัทได้ดำเนินการริเริ่มด้านพลังงานยั่งยืนที่สถานประกอบการปิ่นทอง โดยติดตั้งระบบไฟส่องสว่าง LED ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์รอบบริเวณอาคาร โดยโครงการนี้เน้นย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการลดการใช้ไฟฟ้า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และบรรลุประสิทธิภาพด้านต้นทุน
รายละเอียดโครงการ
ข้อกำหนดของระบบไฟส่องสว่าง
- ติดตั้งไฟ LED พลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 100 วัตต์ จำนวน 34 ชุด ใน 3 อาคาร
- อาคาร A 13 ชุด
- อาคาร B 14 ชุด
- อาคาร C 7 ชุด
- ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทั้งหมด 77,350 บาท บวก 10,000 บาท สำหรับบริการติดตั้ง
ประสิทธิภาพด้านพลังงานและต้นทุน
การใช้พลังงาน
- ไฟแต่ละดวงทำงานวันละ 12 ชั่วโมง (18:00 น. ถึง 06:00 น.)
- การใช้ไฟฟ้าทั้งหมดต่อวันคำนวณได้จาก (100 วัตต์ x 34 ดวง / 1,000) x 12 ชั่วโมง = 40.8 หน่วย/วัน
- การใช้ไฟฟ้าต่อเดือน 1,224 หน่วย/เดือน
- การใช้ไฟฟ้าต่อปี ประมาณ 14,688 หน่วย/ปี
การประหยัดค่าใช้จ่าย
- การประหยัดค่าไฟฟ้าต่อเดือน 4,244 บาท
- การประหยัดค่าไฟฟ้าต่อปี 50,936 บาท
พันธสัญญาในอนาคต
บริษัทตั้งเป้าที่จะลดความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าลงร้อยละ 5 ภายในปี 2568 ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นของบริษัทต่อความยั่งยืนและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์
พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ (PM Thoresen Asia Holdings: PMTA)
แนวทางการบริหารจัดการ
PMTA ลงทุนใน บริษัท บาคองโค จำกัด หรือ “Baconco” ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตรดำเนินธุรกิจหลักในการพัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการเกษตรในประเทศเวียดนามและประเทศอื่นๆ ซึ่งประกอบไปด้วย ปุ๋ยเคมีเชิงผสม NPK (NPK Compound Fertilizers) ปุ๋ยเคมีเชิงเดี่ยว (Single Fertilizers) ปุ๋ยเคมีเชิงประกอบ และปุ๋ยทางใบ (Foliar) นอกจากนี้ ยังจำหน่ายสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสารกำจัดแมลงในประเทศเวียดนามอีกด้วย ซึ่งในการผลิตดังกล่าว อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้พลังงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ในปริมาณมาก ดังนั้น PMTA จึงมีการบริหารจัดการด้านพลังงานโดยจัดให้มี Periodic energy audit เพื่อติดตามตรวจสอบ และประเมินด้านพลังงานของบริษัทในทุกรอบปีของการดำเนินงาน
นอกจากนี้ PMTA กำหนดให้มีมาตรการในการลดการใช้พลังงาน เช่น กำหนดให้มีการบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือเครื่องจักรให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพ รณรงค์ให้ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดเมื่อไม่ใช้งานและกำหนดให้มีการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส เป็นต้น ซึ่งเป็นมาตรการหลักในการบริหารจัดการด้านการใช้พลังงานของบริษัท
ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (Unique Mining Services: UMS)
บริษัทตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยกำหนดเป็นนโยบายการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมและให้ความรู้แก่พนักงานทุกระดับในองค์กรได้รับทราบและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้
- พัฒนาและปรับปรุงโรงงานรวมถึงกระบวนการผลิตให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยจัดหาวิธีป้องกันผลกระทบอย่างมีขั้นตอน
- ขยายธุรกิจไปในด้านพลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาดอื่นๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล
- ดำเนินกิจกรรมเพื่อร่วมสร้างสรรค์สังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ชุมชนที่บริษัทตั้งอยู่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งที่ดำเนินการเองและร่วมมือกับภาครัฐและชุมชนดังกล่าว
- รับผิดชอบและยึดมั่นในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมตลอดจนขนบธรรมเนียม ประเพณีท้องถิ่นบริเวณที่โรงงานตั้งอยู่
- ป้องกันอุบัติเหตุและควบคุมการปล่อยของเสียให้อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานที่ยอมรับได้
- ตอบสนองอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพต่อเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เนื่องมาจากการดำเนินงานของบริษัท โดยให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โครงการหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์
ในปี 2567 บริษัทสามารถผลิตไฟฟ้าจากหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ได้ปริมาณ 5.81 จิกะวัตต์/ชั่วโมง ซึ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 1,999 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือลดการใช้ถ่านหินจากการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 810 ตัน ทั้งนี้ยังเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 109.153 ต้น
เอเชีย อินฟราสตรักเชอร์ แมเนจเม้นท์ (Asia Infrastructure Management: AIM)
ในปี 2567 เนื่องจากพื้นที่ที่จำกัดของสำนักงาน บริษัทสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในสำนักงานได้ปริมาณ 6 กิโลวัตต์/เดือน และสามารถลดค่าไฟได้ประมาณร้อยละ 15-20 ต่อเดือน ในอนาคต AIM ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มีแผนขยายโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ไปยังบริษัทย่อยอื่นๆ ต่อไป
-
การบริหารจัดการน้ำ
-
การบริหารจัดการน้ำ(3-3)
ปัจจุบันปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายภาคส่วนจากความต้องการบริโภคที่สูงขึ้น อันเนื่องมาจากทรัพยากรน้ำเป็นหน่งในปัจจัยหลักในกระบวนการดำเนินธุรกิจของอุตสหกรรมต่างๆ และมีความสำคัญอย่างยิ่งกับสิ่งมีชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนหลายภูมิภาคทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงประสบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำในหลากหลายมิติ ทั้งในเรื่องการขาดแคลนน้ำ คุณภาพน้ำ การใช้ทรัพยากรน้ำในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น และข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยน้ำทิ้ง เป็นต้น กลุ่มบริษัทจึงได้ตระหนักถึงปัญหาการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะที่เกิดจากการดำเนินงานหรือการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท
กลุ่มบริษัทกำหนดนโยบายและข้อปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดและกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แผนการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานที่ระบุอยู่ในนโยบายสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกำหนดแนวทางการบำบัดน้ำเสีย โดยนำน้ำเสียที่ถูกบำบัดมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนการซื้อน้ำดิบ ปริมาณการปล่อยน้ำเสีย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดการน้ำเสียลดลง ทั้งนี้ เพื่อให้กลุ่มบริษัทสามารถจัดการความเสี่ยงด้านมลพิษทางน้ำ และก่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนลดข้อร้องเรียนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากชุมชนและสังคม นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้บริษัทในเครือได้มีการดำเนินงานให้สอดคล้องตามแนวปฏิบัติตามนโยบายสิ่งแวดล้อม โดยมีการติดตามเฝ้าระวังความเสี่ยงและผลกระทบอย่างใกล้ชิด
นโยบายด้านการบริหารจัดการน้ำ
กลุ่มบริษัทมีนโยบายในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ที่เป็นส่วนนึงของนโยบายสิ่งแวดล้อมของบริษัท เพื่อมุ่งเน้นที่จะส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อีกทั้ง ยังนำระบบบริหารการจัดการคุณภาพ ISO 14001:2015 มาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการกิจกรรม และกระบวนการต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและบริการ ตามข้อกำหนดของลูกค้า กฎหมาย และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการสื่อสารให้เป็นที่เข้าใจและปฏิบัติตามภายในองค์กร พร้อมเปิดเผยต่อผู้มีส่วนได้เสียตามความเหมาะสม
โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (Thoresen Thai Agencies: TTA)
แนวทางการบริหารจัดการ
TTA มีการกำหนดให้แผนกธุรการเป็นคณะทำงาน ทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำทั่วไป โดยมีการบันทึกปริมาณการใช้น้ำ รวมถึงพิจารณาหากมีการใช้งานที่ผิดปกติ เพื่อแก้ไขปรับปรุงหากเกิดการชำรุด และมีฝ่ายอาคารที่มีหน้าที่บริหารจัดการน้ำเสียและน้ำทิ้ง ซึ่ง TTA มีการตรวจสอบน้ำทิ้งโดยหน่วยงานภายนอก และนำค่าที่ได้มาปรับปรุงคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม น้ำที่ TTA ใช้ทั้งหมดเป็นน้ำประปาซึ่งมาจากหน่วยงานภายนอกหรือการประปานครหลวง โดยสำนักงานใหญ่ของ TTA ตั้งอยู่ที่อาคารอรกานต์ ถนนชิดลม ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่อยู่ในภาวะขาดแคลนน้ำ อีกทั้ง อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของนิติบุคคลของอาคาร ทำให้มีข้อจำกัดในการจัดทำโครงการลดการใช้น้ำประปา เนื่องจากไม่สามารถดำเนินโครงการการใช้น้ำหมุนเวียน ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ หรือการบำบัดก่อนทิ้งได้ ทั้งนี้ TTA ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้น้ำหมุนเวียนและการบำบัดน้ำก่อนทิ้งเป็นอย่างดี และมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดการใช้น้ำหมุนเวียนขึ้นหรือการบำบัดน้ำก่อนทิ้งภายในอาคารที่ TTA ตั้งอยู่
ในปี 2567 TTA ตั้งเป้าหมายการลดปริมาณน้ำประปาภายในสำนักงานใหญ่ลงอย่างน้อยร้อยละ 2 จากปีก่อนหน้า TTA มีการจัดทำแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกันและตรวจสอบการรั่วซึมของอุปกรณ์ใช้น้ำภายในสำนักงานใหญ่ รวมถึงมีการรณรงค์ลดการใช้น้ำ-ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า นอกจากนี้ น้ำที่ TTA ใช้แล้วทั้งหมดจะถูกส่งไปยังระบบบำบัดน้ำของอาคารรวมกับน้ำที่ใช้แล้วของบริษัทอื่น โดยอาคารจะดำเนินการบำบัดน้ำที่ใช้แล้วจนถึงค่ามาตรฐานก่อนปล่อยน้ำออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โดยจะไม่มีการปล่อยน้ำเสียที่ไม่ได้รับการบำบัดสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
กิจกรรมและโครงการด้านการจัดการน้ำ
การจัดทำแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกันและตรวจสอบการรั่วซึมของอุปกรณ์ใช้น้ำภายในสำนักงาน
TTA จัดทำแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกันตามระยะเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบสภาพโดยรวม และประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำภายในสำนักงาน เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดน้ำรั่วซึม อันจะเป็นการทำลายทรัพยากรน้ำโดยใช่เหตุ รวมถึงเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่จะขัดขวางการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของพนักงานได้ หากอุปกรณ์ชิ้นใดที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ TTA จะดำเนินการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอย่างทันท่วงที โดย TTA กำหนดให้เจ้าหน้าที่แผนกธุรการเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว
การรณรงค์ลดการใช้น้ำ-ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า
TTA จัดทำโปสเตอร์สื่อสารการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าให้แก่พนักงานทุกระดับรับทราบ พร้อมทั้งมีการสื่อสารหลากหลายช่องทางเพื่อเน้นย้ำถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า นอกจากนี้ยังมีการสอดแทรกเรื่องดังกล่าวในการอบรมทบทวนความรู้ประจำปีให้แก่พนักงาน และทดสอบความรู้ความเข้าใจผ่านการทำข้อสอบภายหลังได้รับการฝึกอบรม
ผลการดำเนินงานปี 2567
แม้จะมีการริเริ่มการดำเนินงานดังกล่าว แต่ปริมาณการใช้น้ำประปาเพิ่มขึ้น โดยในรอบปีที่ผ่านมา TTA ใช้น้ำไปทั้งสิ้น 2,331 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 26.5 ไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในการลดปริมาณการใช้น้ำประปาลงร้อยละ 2 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากในปี 2567 TTA ขยายพื้นที่การทำงาน และมีการปรับโครงสร้างบริษัทฯ ให้ลงทุนในธุรกิจที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นสอดคล้องกับจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น โดยหากคำนวณตามพื้นที่แล้ว การขยายพื้นที่ของ TTA เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 สอดคล้องกับค่าน้ำประปาที่เพิ่มขึ้น จำนวน 9,780 บาท
2565 2566 2567 ปริมาณการบริหารจัดการน้ำประปาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของ TTA ค่าน้ำประปา (บาท)
43,020 36,840 46,620 ↑ ร้อยละ 26.5 หน่วย (ลูกบาศก์เมตร)
2,151 1,842 2,331 ↑ร้อยละ 26.5 ปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วยรายได้ (ลูกบาศก์เมตร / บาท)
0.000342 0.00051 0.00108 ↑ ร้อยละ 111.76 หน่วย 2565 2566 2567 ผลรวมของปริมาณน้ำที่ดึงมาใช้ในทุกพื้นที่ น้ำจากหน่วยงานภายนอก
น้ำสะอาด (ค่า TDS ≤1,000 มิลลิกรัม/ลิตร) 2,151 1,842 2,331 ↑ ร้อยละ 26.5 น้ำอื่น ๆ (ค่า TDS >1,000 mg มิลลิกรัม/ลิตร) 0 0 0 คงที่ หมายเหตุ : Total Dissolved Solids (TDS) คือ การวัดปริมาณของแข็ง สารอนินทรีย์ และอินทรีย์ทั้งหมดที่ละลายอยู่ในน้ำหน่วย 2565 2566 2567 ผลรวมของปริมาณน้ำที่ดึงมาใช้ในทุกพื้นที่ น้ำจากหน่วยงานภายนอก น้ำอื่น ๆ (ค่า TDS >1,000 mg มิลลิกรัม/ลิตร) 0 0 0 คงที่ น้ำอื่น ๆ (ค่า TDS >1,000 mg มิลลิกรัม/ลิตร) 0 0 0 คงที่ ผลรวมของการบริโภคน้ำทั้งหมดในทุกพื้นที่ที่มีภาวะความขาดแคลนน้ำ 0 0 0 คงที่ โทรีเซน ชิปปิ้ง (Thoresen Shipping : TSS)
แนวทางการบริหารจัดการ
โทรีเซน ชิปปิ้งคำนึงถึงการลดปริมาณมลพิษทางทะเลที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานเพื่อให้การขนส่งทางทะเลของบริษัทเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีการพัฒนาที่ยั่งยืน TTA จึงดำเนินงานตามนโยบายและมีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานตามกฎระเบียบข้อบังคับสากลอย่างต่อเนื่องในด้านการบริหารจัดการน้ำบนเรือให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยแนวทางการบริหารจัดการเรื่องน้ำจืดบนเรือ บริษัทยึดมั่นในการดำเนินงานตามกฎระเบียบข้อบังคับสากลอย่างต่อเนื่องในการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ำบนเรือให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกเหนือจากการเติมน้ำจืดจากระบบสาธารณูปโภคของประเทศปลายทางหรือการซื้อน้ำจืดจากผู้ขายในประเทศที่เรือ ยังมีการกลั่นน้ำทะเลมาเป็นน้ำจืดโดยเครื่องกลั่นน้ำ (Freshwater Generator) ซึ่งติดตั้งไว้บนเรือทุกลำ โดยการนำน้ำทะเลมาต้มในระบบความดันสูญญากาศให้ระเหยเป็นไอน้ำ และเมื่อไอน้ำโดนความเย็นจะควบแน่นเป็นหยดน้ำ โดยจะถูกลำเลียงไปยังถังบรรจุน้ำจืดบนเรือ โดยที่ระบบน้ำดังกล่าวจะถูกฆ่าเชื้อด้วยระบบอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet : UV) และมีระบบกรองน้ำก่อนที่จะถูกนำมาใช้สำหรับกิจวัตรประจำวันบนเรือต่อไป
นอกจากนี้ บริษัทได้จัดทำแผนการบำรุงรักษา ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอุปกรณ์ BWT (Ballast water treatment) ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดโดย IMO (International Maritime Organizations) และหน่วยงานต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ควบคุมและจัดการน้ำอับเฉาเรือ (Ballast water treatment: BWT) สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
กิจกรรมและโครงการด้านการจัดการน้ำ
แผนการบำรุงรักษา ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอุปกรณ์ควบคุมและจัดการน้ำอับเฉาเรือ (Ballast water treatment: BWT)
บริษัทได้ติดตั้งอุปกรณ์ BWT บนเรือทั้งหมดจำนวน 24 ลำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูง มีมาตรฐาน และได้รับการรับรองในระดับสากล จึงเชื่อถือได้ว่ากระบวนการการจัดการน้ำอับเฉาเรือของกองเรือโทรีเซน ชิปปิ้ง เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถขจัดปัญหาการแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) ที่ปะปนมากับน้ำอับเฉาเรือไม่ให้แพร่จากภูมิภาคหนึ่งไปยังอีกภูมิภาคหนึ่งของโลกได้ ซึ่งทำให้การปล่อยน้ำอับเฉาของกองเรือโทรีเซนไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศวิทยา และความหลากหลายทางธรรมชาติ
นอกจากนี้ บริษัทได้จัดทำแผนการบำรุงรักษา ตรวจสอบตามรอบการซ่อมบำรุงประจำปี และแก้ไขปัญหาอุปกรณ์ BWT ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดโดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organizations : IMO) และหน่วยงานต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ BWT สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ บริษัทฯไม่มีการใช้น้ำจากพื้นที่ขาดแคลน รวมถึงไม่มีการใช้น้ำใต้ดิน ในการดำเนินงานของบริษัท
พีเอช แคปปิตอล (PH Capital: PHC)
แนวทางการบริหารจัดการ
การบริหารจัดการน้ำมีความสำคัญต่อธุรกิจ เนื่องจากมีข้อกำหนดกฏหมายจากทางราชการในเรื่องการตรวจสอบควมคุมคุณภาพน้ำก่อนระบายสู่ถังระบายน้ำสาธารณะ โดยหากคุณภาพน้ำเสียไม่ได้ตามมาตรฐาน อาจจะทำให้ธุรกิจหยุดชะงักจากการถูกปิดร้าน ตลอดจนการเสียค่าปรับซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น บริษัทจึงตระหนักถึงความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ โดยได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการประเด็นการบริหารจัดการน้ำ น้ำเสีย และน้ำทิ้ง อาทิ การตักไขมันเป็นประจำจากถังดักไขมันของร้าน การบันทึกปริมาณการใช้น้ำประปาโดยละเอียดแยกตามสาขา เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งและลดปริมาณการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นนโยบายที่ทุกสาขาต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อีกทั้ง มีการกำหนดให้ฝ่ายขาย และฝ่ายจัดการ (Operation) เป็นหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้านบริหารจัดการน้ำ
กิจกรรมและโครงการด้านการจัดการน้ำ
ติดตั้งอุปกรณ์หรือสุขภัณฑ์ที่ลดปริมาณการใช้น้ำ
บริษัทกำหนดให้ติดตั้งอุปกรณ์หรือสุขภัณฑ์ที่ลดปริมาณการใช้น้ำ เช่น ก๊อกน้ำแบบเหยียบ ก๊อกน้ำแบบเพิ่มฟองอากาศ (Air Bubble) และมีช่างซ่อมบำรุง (Handy man) ที่คอยให้ความช่วยเหลือในการซ่อมแซมอุปกรณ์หรือสุขภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น
การตักไขมันจากถังดักไขมันของร้าน
ทุกสาขาของบริษัทจะมีการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยออกสู่พื้นที่สาธารณะ โดยติดตั้งบ่อดักจับไขมันเพื่อแยกไขมันที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจไม่ให้ปนเปื้อนกับน้ำ ก่อนปล่อยน้ำสู่ระบบท่อรวมของห้างสรรพสินค้าที่ร้านค้าดำเนินการอยู่ ซึ่งจะดำเนินงานโดยพนักงานหน้าร้านในการช้อนไขมันที่อยู่บนผิวน้ำ แล้วนำไปแยกทิ้ง สำหรับน้ำที่ไม่มีไขมันจะไหลสู่ระบบรวมต่อไป
การตรวจสอบคุณภาพและบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยออกสู่พื้นที่สาธารณะ
หน่วยงานสาธารณสุขจากภายนอกสุ่มตรวจคุณภาพน้ำของสาขาเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ในทุกๆ 3 เดือน จะมีการจ้างหน่วยงานเทศบาลมาสูบบ่อเพื่อเป็นการกำจัดเศษไขมันที่อาจเหลือค้างให้หมดอีกครั้ง นอกจากนี้ ตามมาตรฐานการตรวจร้านของบริษัทกำหนดว่า ทุกร้านจะต้องมีผลการตรวจวิเคราะห์น้ำใช้ประจำปี ซึ่งเป็นการตรวจหาเชื้อ Coliform และ E. Coli ในน้ำ รวมถึงค่าการตรวจวิเคราะห์ผลทางเคมี โดยผลที่ได้นั้นจะต้องเป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ส่วนน้ำทิ้งหรือน้ำเสียจะต้องผ่านบ่อบำบัดตามมาตรฐานระบบสุขาภิบาลเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานน้ำทิ้งอาคารต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการจัดฝึกอบรมให้แก่พนักงานในสาขา เพื่อสร้างความตระหนักและให้ความรู้ในการบริหารจัดการน้ำและน้ำเสียด้วย โดยก่อนเปิดร้านจะมีการอบรมพนักงานในการใช้น้ำตามหลักสูตรที่กำหนดไว้ ซึ่งจะมีการอบรมเรื่องปัญหาที่จะพบ ในบ่อดักไขมัน/บ่อ PVC ทั้งข้อห้ามและวิธีการทำความสะอาดต่างๆ เป็นต้น
ผลการดำเนินงาน
ข้อมูล 2566 2567 ปริมาณการบริหารจัดการน้ำประปาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของ PHC ค่าน้ำประปา (บาท)
2,839,620 2,820,250 ↓ ร้อยละ 0.68 หน่วย (ลูกบาศก์เมตร)
97,038 97,077 ↑ร้อยละ 0.04 ข้อมูล หน่วย 2566 2567 ผลรวมของปริมาณน้ำที่ดึงมาใช้ในทุกพื้นที่ น้ำจากหน่วยงานภายนอก
น้ำสะอาด (ค่า TDS ≤1,000 มิลลิกรัม/ลิตร)
97,038 97,077 ↓ ร้อยละ 0.4 น้ำอื่น ๆ (ค่า TDS >1,000 mg มิลลิกรัม/ลิตร)
0 0 คงที่ ผลรวมของปริมาณน้ำที่ดึงมาจากแหล่งน้ำในพื้นที่ที่มีภาวะการขาดแคลนน้ำ น้ำจากหน่วยงานภายนอก
น้ำสะอาด (ค่า TDS ≤1,000 มิลลิกรัม/ลิตร)
0 0 คงที่ น้ำอื่น ๆ (ค่า TDS >1,000 mg มิลลิกรัม/ลิตร)
0 0 คงที่ ผลรวมของการบริโภคน้ำทั้งหมดในทุกพื้นที่ที่มีภาวะความขาดแคลนน้ำ
0 0 คงที่ พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ (PM Thoresen Asia Holdings: PMTA)
แนวทางการบริหารจัดการ
สำหรับ PMTA จะเน้นไปที่การบริหารจัดการน้ำเสีย โดยมีผู้รับเหมาจากภายนอก ซึ่งได้รับใบอนุญาตใน การจัดการของเสียมาดูแลจัดการน้ำเสียที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีการบริหารจัดการ การใช้น้ำ โดยกำหนดให้มีการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าตามวัตถุประสงค์ กำหนดให้ล็อคหรือปิดวาล์วน้ำเมื่อไม่ใช้งาน คอยดูแลจัดการเปลี่ยนอุปกรณ์และท่อที่ตรวจสอบแล้วพบว่ามีการรั่วไหล และควบคุมปริมาณการใช้น้ำในแต่ละวันของ แต่ละแผนกอย่างมีประสิทธิภาพ โดย PMTA จะทำการบันทึกจำนวนมาตรวัดน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นของแต่ละวัน รวมทั้งประเมินปริมาณการใช้น้ำให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดในแต่ละวันเช่นกัน ซึ่งจะส่งเสริมให้ การบริหารจัดการการใช้น้ำสำหรับกระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และช่วยลดการใช้น้ำเกินความจำเป็น นำไปสู่การลดต้นทุนในการใช้น้ำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม PMTA ยังมีการวางระบบการบำบัดน้ำเสีย และดำเนินการตรวจสอบ ติดตามผล พร้อมทั้งรายงานการบริหารจัดการของเสียและน้ำเสียต่อภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ
PMTA มีการควบคุมการใช้น้ำของพนักงาน และคู่ค้า มีการควบคุม ตรวจสอบ และแก้ไขการรั่วไหลของน้ำตามท่อต่างๆ มีการบันทึกจำนวนมาตรวัดน้ำที่ใช้โดยแบ่งตามประเภทที่ใช้น้ำในการผลิตในแต่ละวัน มีการประเมินปริมาณการใช้น้ำรายวันเพื่อควบคุมให้มีการดำเนินงานตามมาตรฐานที่กำหนด และมีการกำหนดให้ส่งอีเมลแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือฝ่ายผลิตที่เกี่ยวข้อง หากตรวจพบว่ามีการใช้น้ำเกินกำหนดหรือที่ตั้งเป้าไว้
ผลการดำเนินงานปี 2567
2565 2566 2567 ปริมาณน้ำที่ใช้ (ลูกบาศก์เมตร)
35,836 36,074 37,094 ↓ ร้อยละ 2.80 ปริมาณน้ำเสียที่ได้จากระบบบำบัด (ลูกบาศก์เมตร)
6,294 10,354 10,151 ↓ ร้อยละ 1.96 เอเชีย อินฟราสตรักเชอร์ แมเนจเม้นท์ (Asia Infrastructure Management: AIM)
แนวทางการบริหารจัดการ
สำหรับธุรกิจบริหารทรัพยากรน้ำ AIM ถือเป็นบริษัทบริหารจัดการน้ำ และระบบสาธาณูปโภคครบวงจร โดยกิจกรรมหลักของบริษัท คือ การลดน้ำสูญเสียในระบบประปาให้กับการประปาส่วนภูมิภาค และการประปา นครหลวง นอกจากนี้บริษัทยังขยายธุรกิจไปในส่วนของการบำบัดน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรม และแม่น้ำลำคลอง โดย AIM มีเป้าหมายและความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และตอบแทนสู่สังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัท อาทิเช่น การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ผ่าน 2 มุมมอง คือ การจัดการน้ำ และน้ำเสีย และการจัดการพลังงาน มีรายละเอียด ดังนี้
- นวัตกรรมตัวกลางชีวภาพ เพื่องานด้านการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
- งานระบบผลิตน้ำประปาที่ใช้พื้นที่และพลังงานน้อยลง และการบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย (Non-Revenue Water) ร่วมกับการประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำประปาและสามารถดื่มได้แบบเคลื่อนที่
- เพิ่มศักยภาพในการบำบัดน้ำในคลองที่เน่าเสียให้ สะอาด ลดการสะสมเชื้อโรค
-
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
-
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(3-3)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ปัจจุบันทั่วโลกเผชิญกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่มีความผันผวนสูงขึ้น ตลอดจนปรากฎการณ์คลื่นความร้อน ภาวะภัยแล้งและอุทกภัยที่ยาวนานขึ้น โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประทศที่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) และได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมรับรองพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) รวมถึงเข้าร่วมความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ภาคีสมาชิกกำหนดความร่วมมือในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันระดับโลกในการจัดการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในปี 2566 ประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP28 จัดขึ้นที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเน้นย้ำถึงเป้าหมายของข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศกลาสโกว์ (Glasgow Climate Pact) ที่มุ่งมั่นในมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินและเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายการรักษาอุณหภูมิทั่วโลกตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปี ค.ศ. 1900 หรือ พ.ศ. 2443) และพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส รวมถึงประเด็นข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อชดเชย “ความสูญเสียและเสียหาย” (Loss and Damage) หรือกองทุนด้านการเงินที่จัดตั้งโดยกลุ่มประเทศผู้ก่อมลพิษหลักเพื่อช่วยเหลือ บรรเทาการสูญเสีย และชดเชยให้กับประเทศซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเทศไทยยังได้มีการตั้งเป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศ (Nationally Determined Contributions : NDC) ใน 3 สาขา ได้แก่ 1) สาขาพลังงานและขนส่ง 2) สาขาของเสีย และ 3) สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าที่จะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 ซึ่งกลุ่มบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบในการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงมีการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมในเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ รวมทั้งส่งเสริมการใช้ทรัพยากรและรณรงค์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายของประเทศ และบรรลุเป้าหมายในการเป็นบริษัทชั้นนำในด้านการลงทุนของเอเชียที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการประกอบธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท
ความเสี่ยง โอกาสและความเสี่ยง การคาดการณ์ผลกระทบต่อกลุ่มบริษัท ความเสี่ยงด้านการเงิน ระยะยาว ความเสียงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง เป็นต้น การดำเนินงานหยุดชะงัก ไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนด ถูกเรียกเบี้ยปรับ เรียกร้องค่าเสียหาย ฐานผิดนัดตามสัญญา รายได้ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ระยะยาว ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี อาจส่งผลต่อการปรับตัวขององค์กร ตลอดจนความเสี่ยงที่เกิดจากความคาดหวังของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และสินค้าที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ อาจส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ระยะยาว ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ และกฎหมายของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ร่างพระราชบัญญัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนโยบาย Energy 4.0 ซึ่งรณรงค์พลังงานสะอาดภายในปี 2579 การปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ภายใต้กฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอาจต้องใช้เงินลงทุนในบางโครงการสูงกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน ระยะยาว วามเสี่ยงจากผลกระทบทางกายภาพแบบเฉียบพลันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม ข้อจำกัดของการขนส่ง และความลำบากของพนักงานในการเดินทาง เป็นต้น พนักงานไม่สามารถเดินทางไปปฏิบัติงานได้ ทำให้กระบวนการดำเนินงานล่าช้ากว่ากำหนด รวมถึง ขาดกำลังพลในการดำเนินธุรกิจ และอาจส่งผลให้ธุรกิจหยุดชะงัก แนวทางการบริหารจัดการด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มบริษัท
กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการจำกัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของบริษัท โดยการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบัน กลุ่มบริษัทมีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม และมีการกำหนดเป้าหมายและวางกลยุทธ์ทั้งในระยะสั้นและยาว ตลอดจนการคิดค้นนวัตกรรม เพื่อเข้ามาช่วยในกระบวนการดำเนินงาน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้บริษัทในเครือ มีการกำหนดมาตรการในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ให้สอดคล้องกับนโยบายของกลุ่มบริษัทและเป็นไปตามกฎข้อบังคับของอุตสาหกรรมนั้นๆ อย่างเคร่งครัด โดยมีการติดตามผลการดำเนินงานโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อบริหารจัดการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม
โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (Thoresen Thai Agencies: TTA)
แนวทางการบริหารจัดการ
TTA มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ร่วมสนับสนุนการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการใช้ไฟฟ้า การเปลี่ยนยานพาหนะของ TTA จากการใช้น้ำมันเป็นใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ตลอดจนสนับสนุนให้ผู้มีส่วนได้เสียและทุกภาคส่วนในการผลักดันการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กิจกรรมและโครงการด้านการจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การเปลี่ยนยานพาหนะของ TTA จากการใช้น้ำมันเป็นใช้ไฟฟ้า
เพื่อสอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนยานพาหนะจากยานพาหนะที่ใช้น้ำมัน มาใช้ไฟฟ้าถือเป็นความตั้งใจนึงในการมีส่วนร่วมในการลดมลภาวะทางอากาศ
ผลการดำเนินงานปี 2567
2567 ขอบเขตที่ 1 ขอบเขตที่ 2 ขอบเขตที่ 3/1 รวมทั้ง 3 ขอบเขต ปริมาณการปล่อย
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
(ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) ของ TTA51 490 5,598 6,139 หมายเหตุ /1 พิจารณาในหัวข้อที่ 3 กิจกรรมเกี่ยวกับเชื้อเพลิงและพลังงาน หัวข้อที่ 6 การเดินทางเพื่อธุรกิจ และหัวข้อที่ 7 การเดินทางมาทำงานของพนักงาน (คำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากพนักงานจำนวนร้อยละ 41.26) จำนวนปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับ 499, 5,053 และ 46 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตามลำดับโครงการปลูกป่าชายเลนหรือป่าโกงกาง เพื่อสร้างความยั่งยืนในระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
เพื่อขับเคลื่อนพันธกิจ หัวข้อการคืนกลับสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนให้เกิดผล บริษัท วี เวนเจอร์ส เทคโนโลยี จำกัด (VVT) บริษัทย่อยของ TTA เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการปลูกป่าชายเลน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 740 ไร่ โดยมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ประมาณ 34,785 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในระยะเวลา 5 ปี และเป็นการรักษาพื้นที่สีเขียวเป็นจำนวนกว่า 500,000 ต้น
พื้นที่ดังกล่าวได้รับการปรับสภาพให้เหมาะสมเพื่อการปลูก ดูแลและการจัดการต้นไม้อย่างถูกวิธี โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นทั้งเจ้าของและผู้พัฒนาโครงการหลักร่วมกับบริษัทสยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด ในกลุ่มบริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ภายใต้เอกสารสิทธิที่เกี่ยวข้อง
โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จด้วยการขึ้นทะเบียนโครงการประเภทการลด ดูดซับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร เนื่องจากป่าชายเลนมีบทบาทสำคัญในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ภายใต้แนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER) ในช่วงกลางปี 2567 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ระบบนิเวศชายฝั่งจะช่วยกักเก็บคาร์บอนในรูปแบบชีวมวล และการทับถมของตะกอนลงสู่ชั้นดินรวมถึงยังเสริมสร้างความยั่งยืนของระบบนิเวศ เป็นที่หลบภัยของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ พัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนบริเวณรอบข้าง ป้องกันและลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ลดความรุนแรงของคลื่นและการกัดเซาะชายฝั่ง อีกทั้งยังให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงเพื่อจับสัตว์น้ำและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้ ทำให้เกิดการรักษาสมดุลของระบบนิเวศในแบบองค์รวมเพื่อชุมชนต่อไป
โครงการดังกล่าวพร้อมดำเนินการตรวจสอบและรับรองปริมาณคาร์บอนที่ดูดซับได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ TTA ในการเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และการเป็นหนึ่งในกลไกสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ในเวทีระดับนานาชาติ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นในประเทศอย่างยั่งยืน
โครงการ Green Win (วินเขียว กทม.) ลดปัญหามลพิษ PM 2.5

บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท สตรอม (ไทยแลนด์) จำกัด, กรุงเทพมหานคร, บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ออสก้า โฮลดิ้ง จำกัด, บริษัท อีซี่ ทรานสปอร์เตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด และสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย เปิดตัวโครงการ “GreenWin (วินเขียว กทม.)” เพื่อส่งเสริมการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ช่วยลดมลพิษและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง โดยเฉพาะในช่วงที่มลพิษ PM 2.5 เป็นปัญหาสำคัญในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยแนวคิดที่ว่า “เพราะทุกไมล์ของคุณ มีผลต่ออนาคตของโลก”
ในปี 2567 มีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าใช้งานรวม 1,081 คัน คิดเป็นปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 3,065,265 กิโลกรัมคาร์บอน ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้จำนวน 340,585 ต้น
โทรีเซน ชิปปิ้ง (Thoresen Shipping: TSS)
แนวทางการบริหารจัดการ
บริษัทมีการติดตามกฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด โดยกำหนดค่าการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ตามมาตรฐานของ IMO ต่อเนื่องทุกปี และมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดเตรียมแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ โดยมีการกำหนดค่าการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณร้อยละ 5 ภายในปี 2566 และปีละอีกร้อยละ 2 ในปี 2567 และ 2568 โดยมุ่งเน้นที่จะพัฒนาการดำเนินงานให้มีความเหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้มีส่วนได้เสีย ลูกค้า และสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ อีกทั้งยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาปรับปรุงเครื่องยนต์เรือ บริหารจัดการกองเรือให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นให้มีการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทยังคงทำแผนงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับที่ IMO กำหนด ในส่วนที่เกี่ยวกับดัชนี Energy Efficiency Existing Ship Index (EXXI) และ Carbon Intensity Index (CII) เพื่อควบคุมมลพิษทางอากาศกำหนด โดยทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และจัดทำแผนการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ ตรวจสอบระบบการกำจัดของเสียต่างๆ ให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ
นอกจากนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับคนเรือให้มีการตระหนักถึงความสำคัญ ด้านสิ่งแวดล้อม โดยผ่านมาตรการและแผนงานต่างๆ เช่น การจัดให้มีการคัดแยกขยะบนเรือ และการลดปริมาณการใช้พลาสติกบนเรือ เป็นต้น โดยบริษัทให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก มุ่งเน้นการลดมลพิษทางอากาศ ทำให้บริษัทมีความน่าเชื่อถือต่อผู้มีส่วนได้เสีย และเป็นองค์กรที่มีภาพลักษณ์ที่ดี ทั้งยังก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ ให้ความสำคัญในการที่จะทำธุรกิจกับองค์กรที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม
กิจกรรมและโครงการด้านการจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในปัจจุบันกองเรือของบริษัทได้มีการดำเนินการปรับปรุงด้านเทคนิคเพื่อลดปริมาณการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้มีมาตรฐานเหมาะสมกับกำลังเครื่องยนต์และความเร็วของเรือ โดยปัจจุบันกองเรือทั้งหมดของโทรีเซน ชิปปิ้ง ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน EEXI ที่กำหนด โดยในจำนวนเรือทั้งหมด 24 ลำ มีเรือจำนวน 8 ลำที่สามารถแล่นได้โดยใช้ความเร็วสูงสุดตามคุณลักษณะของเรือ และเรือที่เหลืออีก 16 ลำ แล่นโดยใช้ความเร็วตาม EPL ที่กำหนด ในส่วนของดัชนี CII ของกองเรือ โทรีเซน ชิปปิ้ง ได้รับการจัดอันดับคะแนนผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด คือ อยู่ในระดับ A - C
การติดตั้งอุปกรณ์ปรับแต่งลดรอบเครื่องยนต์
เนื่องจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเครื่องยนต์บนเรือซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดก๊าซ เรือนกระจก บริษัทจึงติดตั้งอุปกรณ์ปรับแต่งลดรอบเครื่องยนต์เพื่อให้อัตราการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงลดน้อยลง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยในการเดินเรือ ระดับความเร็ว (speed) ที่เหมาะสม และความสามารถในการตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลการดำเนินงานปี 2567
ในปี 2567 บริษัทมีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จาก 303,009 ตันคาร์บอน (tCO2) เป็น 335,685 ตันคาร์บอน (tCO2) หรือคิดเป็นร้อยละ 11 อันเนื่องมาจากเส้นทางการเดินเรือที่มีระยะทางมากขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในทะเลแดง เป็นผลให้มีการใช้น้ำมันมากขึ้น ซึ่งทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นในปี 2567
ทั้งนี้ โทรีเซน ชิปปิ้ง ยังคงมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐาน และพัฒนาประสิทธิภาพทางเทคนิคของกองเรือ เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าเป็นไปได้อย่างดีมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ดัชนีความเข้มข้นของคาร์บอน ค่าเฉลี่ย CII ของกองเรือโทรีเซน ชิปปิ้ง ได้รับการรับรองโดยองค์กรที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล (Ship Classification: Bureau Veritas) โดยค่า CII เฉลี่ยของกองเรือโทรีเซน ชิปปิ้ง
ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขอบเขตที่ 1
ก๊าซเรือนกระจก - ขอบเขตที่ 1 2565 2566 2567 จำนวนเรือ 24 24 24 ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ตัน /คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) 340,487 303,009 335,685 ค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการขนส่งสินค้า (CII : grams/tone-mile) 4.98 4.47 5.16 พีเอช แคปปิตอล (PH Capital: PHC)
แนวทางการบริหารจัดการ
บริษัทตระหนักและตื่นตัวในเรื่องภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้น โดยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจอาหาร PHC จะสนับสนุนและส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจากการดำเนินงานของบริษัท พบว่าจะมีก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากสารทำความเย็นทั้งในส่วนของเครื่องปรับอากาศและตู้เย็นที่ใช้เก็บวัตถุดิบ รวมถึงการใช้ไฟฟ้าในการทำอาหาร และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในสาขาต่างๆ สาเหตุหลักที่จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประหยัดพลังงาน คือ การเลือกใช้อุปกรณ์การทำงานที่เหมาะสม บริษัท จึงกำหนดให้มีการเลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในร้าน Pizza Hut เพื่อช่วยบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในร้านได้ และสำหรับร้านค้าสาขาที่สร้างใหม่ ทางบริษัทจะพิจารณาเลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น R32 (สำหรับร้านที่ใช้ระบบเครื่องปรับอากาศระบบน้ำยา) นอกจากนี้ยังเล็งเห็นถึงการพัฒนาต่างๆ โดยได้ร่วมมือกับทางบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการตรวจสอบระบบทำความเย็นภายในร้านโดยดูทั้งเรื่องการประหยัดพลังงาน การวางแผนผังอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้งานให้ถูกต้อง เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นสิ่งที่ PHC เล็งเห็นว่าจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เบื้องต้น คือ การเลือกใช้อุปกรณ์ในการดำเนินงานต่างๆ อย่างเหมาะสมและประหยัดพลังงานมากที่สุด
กิจกรรมและโครงการด้านการจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การเลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ปี 2567 บริษัทได้เลือกใช้การติดตั้งเครื่องปรับอากาศประเภท Inverter จำนวน 62 เครื่อง เท่ากับ 2,424,000 BTU ซึ่งช่วยในการลดคาร์บอนไดซ์ออกไซต์ ได้ 79,357 ตันคาร์บอนต่อปี
ผลการดำเนินงานปี 2567
2567 ขอบเขตที่ 1 ขอบเขตที่ 2 ขอบเขตที่ 3 รวมทั้ง 3 ขอบเขต ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
(ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)- 15,783 - 15,783 เมอร์เมด มาริไทม์ (Mermaid Maritime: MML)
ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปี 2567 ของบริษัทสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญอันเนื่องมาจากการขยายการดำเนินงานและโมเดลธุรกิจใหม่ โดยปีนี้เป็นปีแรกที่มีการเปิดเผยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 (Scope 3) ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซจากเรือที่เช่าเหมาลำจากบริษัทภายนอก เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงาน GRI 305-1a และเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการรายงานผลด้านความยั่งยืนอย่างครบถ้วน ตามแนวทางภายใต้เป้าหมาย SDG ข้อ 13: การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงคำแนะนำของ คณะทำงานด้านการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD)
โดยข้อมูลเรือจากบริษัทภายนอกที่ได้เก็บรวบรวมทั้ง 14 ลำที่ถือว่ามีนัยสำคัญ ครอบคลุมโครงการที่ดำเนินการร่วมกับบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ สำหรับเรือจากบริษัทภายนอกอีก 16 ลำที่ไม่ได้มีการเก็บข้อมูลในครั้งนี้ถือเป็นช่องว่างที่เป็นโอกาสสำหรับ การปรับปรุงในการรายงานผล
การรายงานผลให้ครอบคลุมถึงขอบเขต 3 ในครั้งนี้ เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการจัดการกับรอยเท้าคาร์บอนทางอ้อมของบริษัทฯ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย SDG ข้อ 13: การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 – การใช้เชื้อเพลิง (305-1a) 2565 2566 2567 เป้าหมาย การใช้เชื้อเพลิง (ตัน) 7,361 13,113 12,577 ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ = 86
(ลดลงร้อยละ 5)คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ตัน) 34,671 35,405 33,958 รายได้ประจำปี (000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา) 224 274 375 ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์
(ตัน/ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา)155 129 91 ก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 - การใช้เชื้อเพลิง (305-1a) 2565 2566 2567 การใช้เชื้อเพลิง (ตัน) - - 33,127 คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ตัน) - - 89,443 รายได้ประจำปี
(000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา)224 274 138 ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์
(ตัน/ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา)- - 643 ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ
ขอบเขต 1 (เรือที่เป็นเจ้าของและปฏิบัติการเอง)
- การใช้เชื้อเพลิง 12,577 ตัน ลดลงร้อยละ 4.1 จาก 13,113 ตันในปี 2566
- การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 33,958 ตัน สะท้อนถึงการลดลงร้อยละ 4.1 จาก 35,405 ตันในปี 2566
- ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ 91 ตัน/เหรียญสหรัฐ แสดงถึงการปรับปรุงขึ้นร้อยละ 29.5 เมื่อเทียบกับ 129 ตัน/ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ในปี 2566
ขอบเขต 3 (เรือจากบริษัทภายนอก)
- การใช้เชื้อเพลิง 33,127 ตัน โดยหมวดหมู่ที่เพิ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2567 ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโครงการหลัก
- การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 89,443 ตัน เน้นย้ำถึงผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัทภายนอก
- ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ 643 ตัน/ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา กำหนดเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่อาจใช้สำหรับการรายงานในอนาคต
ขอบเขต 3 (เรือจากบริษัทภายนอก)
- การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าทั้งหมด 123,401 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 248.3 จาก 35,405 ตัน ในปี 2566 เนื่องจากการรายงานผลครอบคลุมขอบเขต 3
การขยายการดำเนินงาน
การขยายการดำเนินงานของบริษัทในปี 2567 จำเป็นต้องใช้เรือจากบริษัทภายนอก จำนวน 30 ลำ เพื่อสนับสนุนโครงการร่วมกับบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในโมเดลธุรกิจของบริษัท ทั้งนี้ เนื่องจากเรือจากบริษัทภายนอกมักขาดเทคโนโลยี การควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทันสมัย จึงอาจมีส่วนทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และความเข้มข้นเพิ่มขึ้น รวมถึงข้อกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมตามกฎระเบียบ และข้อจำกัดในการปฏิบัติงานของเรือ ก็อาจมีส่วนทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอีกด้วยเช่นกัน
โอกาสในการปรับปรุง
- การเก็บข้อมูลและการติดตาม ปรับปรุงระบบเพื่อเก็บข้อมูลให้ครอบคลุมเรือเช่าเหมาลำจากบริษัทภายนอกทั้งหมด
- มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง โดยนำแนวปฏิบัติการดำเนินงานมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำหนดเส้นทาง ลดการเดินเรือเปล่า และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงในเรือทุกลำ
- ความร่วมมือกับลูกค้า ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการพัฒนากลยุทธ์ร่วมกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน
การคำนวณคุณภาพอากาศ
บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการริเริ่มด้านการจัดการคุณภาพอากาศโดยการปฏิบัติตามมาตรฐาน GRI 305-1a ซึ่งสะท้อนถึงความทุ่มเทในการลดการปล่อยมลพิษและบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยข้อมูลการจัดการคุณภาพอากาศปี 2567 เน้นย้ำถึงความพยายามเชิงรุกของบริษัทในการลดการปล่อยซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) และไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ซึ่งเป็นมลพิษสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล
บริษัทรายงานผลทั้งการปล่อยมลพิษทั้งจากเรือที่เป็นเจ้าของและปฏิบัติการเอง (ขอบเขตที่ 1) และเรือของบริษัทภายนอก (ขอบเขตที่ 3) เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวทางที่ครอบคลุมในการปรับปรุงคุณภาพอากาศ
ขอบเขตที่ 1 - NOx และ SOx(305-1a) 2565 2566 2567 เป้าหมาย การปล่อย SOx (ตัน) N/A 524 503 ความเข้มข้นของ SOx = 1.2
(ลดลงร้อยละ 5)รายได้ประจำปี
(000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา)224 274 375 ามเข้มข้นของการปล่อย SOx
(ตัน/000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา)N/A 1.9 1.3 การปล่อย NOx (ตัน) N/A 1,169 1,121 ความเข้มข้นของ SOx = 1.2
(ลดลงร้อยละ 5)ความเข้มข้นของการปล่อย NOx
(ตัน/000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา)N/A 4.2 3 ขอบเขตที่ 3 - NOx และ SOx (305-1a) 2565 2566 2567 การปล่อย SOx (ตัน) - - 1,325 รายได้ประจำปี
(000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา)224 274 138 ามเข้มข้นของการปล่อย SOx
(ตัน/000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา)- - 10 การปล่อย NOx (ตัน) - - 2,953 ความเข้มข้นของการปล่อย NOx
(ตัน/000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา)- - 21 ข้อมูลคุณภาพอากาศที่สำคัญ
ขอบเขต 1 (เรือที่เป็นเจ้าของและปฏิบัติการเอง)
- การปล่อย SOx ลดลงเหลือ 503 ตันในปี 2567 จาก 524 ตันในปี 2566 ลดลงร้อยละ 4
- การปล่อย NOx ลดลงเหลือ 1,121 ตันในปี 2567 จาก 1,169 ตันในปี 2566 ลดลงร้อยละ 4.1
- ความเข้มข้นการปล่อย SOx ลดลงเหลือ 1.3 ตัน/000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ในปี 2567 ลดลงร้อยละ 31.6 จาก 1.9 ตัน/000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ในปี 2566
- ความเข้มข้นการปล่อย NOx ปรังปรุงขึ้นเป็น 3 ตัน/000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ในปี 2567 ลดลงร้อยละ 28.6 จาก 4.2 ตัน/000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ในปี 2566
ขอบเขต 3 (เรือจากบริษัทภายนอก)
- การปล่อย SOx เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรายงานปี 2567 รวมทั้งสิ้น 1,325 ตันจากเรือจากบริษัทภายนอก
- การปล่อย NOx บันทึก 2,953 ตัน สะท้อนการปล่อยมลพิษจากเรือจากบริษัทภายนอก จำนวน 14 ลำ
- ความเข้มข้นการปล่อย SOx บันทึก 10 ตัน/000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา กำหนดเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่อาจใช้สำหรับการรายงานในอนาคต
- ความเข้มข้นการปล่อย NOx บันทึก 21 ตัน/000,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ซึ่งกำหนดเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่อาจใช้เช่นกัน
ข้อมูลรวม
- รายได้ประจำปี เพิ่มขึ้นเป็น 513 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2024 จาก 274 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2023 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 87.6
- ความก้าวหน้าด้านการลดความเข้มข้นของการปล่อยมลพิษ มีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการลด ความเข้มข้นของการปล่อยมลพิษขอบเขตที่ 1 นอกจากนี้ การรายงานการปล่อยมลพิษขอบเขตที่ 3 จะช่วยให้เข้าใจถึงผลกระทบจากการดำเนินงานได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น
โอกาสในการปรับปรุง
- 1. ติดตั้งเครื่องฟอกไอเสียร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียหลักเพื่อประเมินค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงและพัฒนาโมเดล การร่วมทุนสำหรับการติดตั้งเทคโนโลยีควบคุมการปล่อยมลพิษบนเรือที่มีอายุการใช้งานมาก
- 2. จัดการฝึกอบรมสำหรับผู้ควบคุมเรือเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในการลดการปล่อยมลพิษ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการที่มุ่งเน้นถึงการเดินเรือที่ประหยัดเชื้อเพลิง แนวทางปฏิบัติที่ดีในการบำรุงรักษา และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยมลพิษ
- 3. สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดขึ้นสำหรับเรือทุกลำ แนะนำโครงการนำร่องสำหรับการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและประเมินความเป็นไปได้สำหรับการนำไปใช้ในวงกว้างในเรือทุกลำ
-
การบริหารจัดการของเสีย
-
การบริหารจัดการของเสีย(3-3, 306-1, 306-2)
เนื่องจากลักษณะการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทที่มีความหลากหลาย ก่อให้เกิดของเสียในหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบขยะมูลฝอยภายในอาคารสำนักงาน น้ำเสียจากอุตสาหกรรม น้ำอับเฉาเรือ เศษวัตถุดิบจากการประกอบอาหาร ขยะพลาสติก รวมถึงสารเคมีและของเสียในรูปแบบอื่นๆ เนื่องจากของเสียที่เกิดขึ้นมีความแตกแต่งกันตามแต่ละประเภท และมีวิธีการจัดการแตกต่างกันสำหรับวัตถุดิบตั้งต้นแต่ละประเภท จึงจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน และอยู่ภายใต้กรอบข้อกำหนดทางกฎหมายของภายรัฐ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการละเมิดกฎหมาย ผลเสีย หรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของชุมชนโดยรอบ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นจากต้นทุนที่ใช้ในการกำจัดของเสีย
กลุ่มบริษัทจึงได้ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการของเสีย และมุ่งเน้นที่หลักการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายสิ่งแวดล้อมขององค์กร รวมถึงการบริหารจัดการของเสียและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมทั้งลดปริมาณการเกิดของเสียให้น้อยที่สุดอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มบริษัทสนับสนุนและส่งเสริมให้พนักงานของบริษัทและบริษัทในเครือบริหารจัดการของเสียภายในองค์กรด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยยึดแนวปฏิบัติ 4Rs ได้แก่

- Reduce (การลดการใช้หรือใช้น้อยเท่าที่จำเป็น)
- Reuse (การนำทรัพยากรกลับมาใช้ซ้ำ)
- Recycle (การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่)
- Replace (การใช้ทรัพยากรทดแทน)
TTA มีการจัดทำระบบติดตามและตรวจสอบการบริหารจัดการของเสีย โดยตรวจสอบตั้งแต่การแยกประเภท การจัดเก็บ การขนส่ง และการนำไปกำจัด ซึ่งจะมีการระบุปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นและนำส่งไปกำจัดด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ TTA ยังมีการจัดอบรม รณรงค์ และติดประกาศตามสถานที่หรือตามถังขยะภายในสำนักงาน เพื่อสร้างความตระหนักของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สร้างค่านิยมในการบริหารจัดการของเสียขององค์กร และเพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่พนักงานอย่างสม่ำเสมออีกด้วย โดย TTA เชื่อมั่นว่าแนวทางการปฏิบัติในการบริหารจัดการของเสียข้างต้นจะสามารถช่วยส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการของเสีย รวมทั้งยังสามารถนำของเสียที่ผ่านกระบวนการคัดแยก เช่น กล่องกระดาษ กระดาษ-น้ำมันที่ใช้แล้ว เป็นต้น ไปจำหน่ายหรือเพิ่มมูลค่าในรูปแบบอื่นๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนในรูปแบบของรายได้ที่เพิ่มขึ้นหรือความน่าเชื่อถือในการจัดการองค์กรอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นโยบายด้านการบริหารจัดการของเสีย
กลุ่มบริษัทมีการกำหนดนโยบายด้านการบริหารจัดการของเสีย ที่เป็นส่วนนึงของนโยบายสิ่งแวดล้อมของ TTA เพื่อมุ่งเน้นที่จะส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนบริหารจัดการของเสียอย่างถูกต้อง โดยยึดหลักปฎิบัติ 4Rs Reduce (ลดการใช้) Reuse (การใช้ซ้ำ) Recycle (นำกลับมาใช้ใหม่) และ Replace (การใช้ทรัพยากรทดแทน) มาปรับใช้ในองค์กรเพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน
โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (Thoresen Thai Agencies: TTA)
แนวทางการบริหารจัดการ
TTA ตั้งเป้าลดใช้ขยะไม่อันตรายและของเสียไม่อันตรายลงร้อยละ 2 จากปีก่อนหน้า ในปี 2566 TTA มีการดำเนินโครงการลดการใช้ขยะไม่อันตรายและของเสียไม่อันตรายอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความตระหนักรู้ของพนักงานและส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้กระดาษอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้กระดาษหน้าเดียว มีการนำมาตรการต่างๆ มาใช้ร่วมกัน รวมถึงการฝึกอบรมผ่านรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การทดสอบออนไลน์ และการสื่อสารตามปกติ ในปี 2567 โดยปริมาณสั่งซื้อขยะไม่อันตรายและของเสียไม่อันตรายของ TTA เพิ่มขึ้นเป็น 1,805 กิโลกรัม หรือคิดเป็นร้อยละ 19.5 เมื่อเทียบกับปี 2566 เนื่องจากในปี 2567 TTA ขยายพื้นที่การทำงาน และมีการปรับโครงสร้างบริษัทฯ ให้ลงทุนในธุรกิจที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นสอดคล้องกับจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น โดยหากคำนวณตามพื้นที่แล้ว การขยายพื้นที่ของ TTA เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 สอดคล้องกับแม้ว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จะไม่บรรลุผลเต็มที่ แต่ TTA ยังคงทุ่มเทให้กับโครงการริเริ่มการลดของเสียที่ไม่เป็นอันตรายและของเสียไม่อันตราย
2565 2566 2567 จำนวนเงิน (บาท) 56,230 51,475 61,531 ↑ ร้อยละ 19.5 ปริมาณคำสั่งซื้อขยะไม่อันตรายและของเสียไม่อันตราย (กิโลกรัม) 1,564 1,510 1,805 ↑ ร้อยละ 19.5 กิจกรรมและโครงการด้านการจัดการขยะและของเสีย
โครงการจัดการขยะภายในองค์กรตั้งแต่ต้นทาง
TTA คัดแยกขยะตามแนวคิด 4Rs เพื่อการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า สามารถช่วยลดปริมาณขยะให้น้อยลง ด้วยการลดการใช้การนํากลับมาใช้ซ้ำ และการนําขยะกลับมาใช้ใหม่ วัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณขยะภายในสำนักงาน ซึ่งได้มีการจัดเตรียมถังขยะแต่ละประเภท ติดตั้งแต่ละพื้นที่ เพื่อรองรับการคัดแยกขยะรีไซเคิลและมีพื้นที่การจัดเก็บรวมขยะ เพื่อบริหารจัดการขยะต่อไป
ในปี 2567 TTA เริ่มต้นชั่งน้ำหนักจากการคัดแยกขยะ พบว่าปริมาณขยะไม่อันตรายและของเสียไม่อันตราย เท่ากับ 4,521 กิโลกรัมทั้งนี้ ได้จัดประชาสัมพันธ์ให้พนักงานลดการใช้ และสร้างขยะทุกประเภทให้น้อยลง เพื่อก้าวสู่ชีวิตไร้ขยะฉบับเริ่มต้น ซึ่งทุกคนสามารถเริ่มต้นลดปริมาณขยะได้ง่าย ด้วยการไม่สร้างขยะตั้งแต่แรก หากว่าพนักงานสามารถตระหนักได้ว่าตนเองสร้างขยะมากเท่าไหร่ ก็จะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย อาทิเช่น
- การหาขวดน้ำประจำกาย : การพกขวดน้ำไปทุกที่ นอกจากจะช่วยให้สุขภาพดี ยังลดจำนวนขวดพลาสติกได้มหาศาล
- หิ้วกระเป๋าคู่ใจ : ไม่รับถุงพลาสติกและใช้กระเป๋าที่พกมาเอง เมื่อซื้อของต่างๆ ไม่เฉพาะแค่ของใช้ภายในบ้าน
- เลิกรับจดหมาย ใบแจ้งยอดและใบปลิวแบบกระดาษ : ติดต่อธนาคารหรือผู้ใช้บริการสาธารณูปโภค เพื่อขอรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
- ซื้อถุงขยะแบบย่อยสลายได้เท่านั้น : อ่านฉลากให้ละเอียดว่าถุงขยะย่อยสลายได้ทางชีวภาพร้อยละ 100 เพราะบางยี่ห้อสามารถย่อยสลายได้บางส่วน
โครงการเปลี่ยนขวดน้ำพลาสติกเป็นไตรจีวรพระ
TTA จัดโครงการ TTA Zero Waste ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อส่งเสริมให้พนักงานตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการขยะอย่างเหมาะสม ในปี 2567 TTA ได้ส่งมอบขวดพลาสติก PET ใช้แล้วที่ได้รับจากการบริจาคของพนักงานในบริษัท จำนวน 4,425 ขวด น้ำหนักรวม 199.3 กิโลกรัม ให้แก่วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรีไซเคิลเป็นผ้าไตรจีวร สำหรับพระสงฆ์ใช้ในการปฏิบัติศาสนกิจ (ผ้าไตรจีวร 1 ชุด = 60 ขวด) ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.42 ตัน

โครงการคนไทยไร้ E-Waste
TTA ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในโครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” เพื่อร่วมกันจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) อย่างถูกวิธี โดยในปี 2566 TTA ได้เริ่มภารกิจสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบของขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ การจัดตั้งจุดรับทิ้งขยะ พร้อมเชิญชวนให้พนักงานทุกคนนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งจากที่บ้านและภายในสำนักงาน มาทิ้งในกล่องรับขยะ E-Waste ที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีแบบไม่หลงเหลือเศษซากและปราศจากการฝังกลบแบบ Zero e-waste to landfill ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการสร้างการตระหนักรู้และการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้องในระดับองค์กรและระดับประเทศ
ในปี 2567 TTA เชิญชวนพนักงานร่วมกันทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์และสามารถนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีได้จำนวนทั้งสิ้น 532 ชิ้น น้ำหนักรวม 64 กิโลกรัม หรือคิดเป็นการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จำนวน 287.28 KgCO2 เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 32 ต้น

โครงการโต๊ะทำงานมหาเฮง
การจัดโต๊ะทำงานในออฟฟิศเป็นส่วนสำคัญ เพราะเป็นบริเวณที่พนักงานออฟฟิศใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด โดยการจัดพื้นที่บนโต๊ะทำงานให้ตรงตามหลักการยศาสตร์ตามความจำเป็นในการใช้งาน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้อุปกรณ์ ช่วยให้มีสมาธิในการทำงาน ทำให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น TTA จึงจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยให้พนักงานถ่ายรูป ก่อน-หลังการจัดโต๊ะทำงานของตนเอง เป็นเวลาทั้งสิ้น 1 สัปดาห์ เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมอันดีงามในการรักษาความสะอาดและการวางของอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ตัวอย่างการจัดโต๊ะทำงานของพนักงาน

โครงการปลูกป่าชายเลน
ผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา รวมทั้งสิ้น 60 คน ร่วมทำกิจกรรม “TTA Volunteer Spirit: อาสาปลูกต้นกล้า เพิ่มป่าชายฝั่งทะเล” ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก-บางปู จังหวัดสมุทรปราการ โดยสนับสนุนการปลูกต้นกล้าจำนวน 1,500 ต้น พร้อมทั้งมอบโปรเจคเตอร์ติดตั้งที่ห้องการเรียนรู้ เพื่อใช้ในการอบรมหลักการฟื้นฟูและอนุรักษ์ระบบนิเวศ ป่าชายเลนที่ถูกต้อง ให้แก่ผู้มาเยี่ยมชม

โทรีเซน ชิปปิ้ง (Thoresen Shipping Group: TSS)
แนวทางการบริหารจัดการ
โทรีเซน ชิปปิ้งยังคงดำเนินงานตามนโยบายและมีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการของเสีย ให้เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทางทะเล รวมถึงสร้างค่านิยมในการบริหารจัดการขยะ ของเสียที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน 4Rs คือ Reduce (ลดการใช้) Reuse (การใช้ซ้ำ) Recycle (นำกลับมาใช้ใหม่) และ Replace (การใช้ทรัพยากรทดแทน) เพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน อีกทั้งยังการกำจัดของเสียอันตรายจะดำเนินการโดยหน่วยงานที่ได้มาตราฐาน เพื่อให้แน่ใจว่าของเสียนั้นได้ถูกทำลายอย่างเหมาะสมลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดมลพิษทางทะเล
พีเอช แคปปิตอล (PH Capital: PHC)
แนวทางการบริหารจัดการ
การบริหารจัดการของเสียในกลุ่มธุรกิจอาหารที่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดผลกระทบที่สำคัญ เช่น การเพิ่มปริมาณขยะในหลุมฝังกลบ การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการจัดการของเสีย และการส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ รวมถึงความเสี่ยงต่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกขั้นตอนของห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การลดของเสียจากวัตถุดิบในกระบวนการผลิต การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไปจนถึงการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์และขยะ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการลดผลกระทบเชิงลบ การควบคุมต้นทุน และความยั่งยืนในระยะยาวขององค์กร
ในปี 2567 บริษัทฯ มีการวางแนวทางการดำเนินงานในการบริหารจัดการของเสีย และมีกระบวนการการจัดการของเสียผ่านพื้นที่เทศบาลและห้างสรรพสินค้าที่สาขาตั้งบริการ
นอกเหนือจากการดำเนินงานดังกล่าว PHC ได้นำหลักการ 4Rs มาประยุกต์ใช้ภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีแนวทางดังนี้:
- Reduce: ลดปริมาณของเสียผ่านการวางแผนการสั่งซื้อที่เหมาะสม พร้อมจัดการวัตถุดิบตามระบบ FIFO (First-In First-Out) เพื่อหมุนเวียนสินค้าคงคลัง ลดความเสี่ยงจากการเสื่อมสภาพหรือสินค้าหมดอายุ
- Repair: ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอุปกรณ์ผ่านการฝึกอบรมพนักงาน (Handyman) ให้สามารถดำเนินการซ่อมแซมเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง
- Refuse: ส่งเสริมการเลือกปฏิบัติตามกฎที่บริษัทกำหนดไว้ เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ที่ภาชนะที่ก่อให้เกิดผลเสียหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กล่องกระดาษแทนกล่องโฟม
- Reuse: การใช้ทรัพยากรซ้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้กระดาษ A4 ทั้งสองหน้า
โครงการแป้งพิซซ่า ลดขยะอาหาร
บริษัทมีการปรับวิธีการทำแป้งพิซซ่า ส่งผลให้มีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น จากอายุการใช้งานเดิม 8 ชั่วโมง เป็น 24 ชั่วโมงทำให้สามารถลดการทิ้งแป้งที่หมดอายุลงได้ถึง 3 เท่า รวมถึงการนำแป้งประเภทใหม่ “SFO Dough” ที่เป็นแบบแช่แข่งและมีอายุการใช้งานได้ถึง 4 เดือน สำหรับทำพิซซ่านาโปลี
เมอร์เมด มาริไทม์ (Mermaid Maritime: MML)
บริษัทปฏิบัติตามกฎ MARPOL ภาคผนวก V เพื่อคัดแยกและกำจัดขยะบนเรืออย่างเหมาะสม และยังยึดตามมาตรฐาน ISO 14001 แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง โดยกระบวนการจัดการขยะได้รับการบันทึก ตรวจสอบ สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืน ซึ่งช่วยส่งเสริมความโปร่งใสในการรายงาน สำหรับการจัดการขยะอันตราย บริษัทฯ ดำเนินการร่วมมือกับ WMS Thailand ซึ่งเป็นผู้ให้บริการจัดการขยะที่ได้รับการรับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามมาตรฐานทางกฎหมายและสิ่งแวดล้อม
การสร้างขยะ 2565 2566 2567 การสร้างขยะอันตราย (ตัน) 95 47 863 การสร้างขยะไม่อันตราย (ตัน) 1,362 681 1,194 การสร้างขยะทั้งหมด (ตัน) 1,458 728 2,057 ของเสียอันตราย
ประเภทของเสียหลัก
- น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (1.9 ตัน) จัดการโดยผู้รับเหมาบนฝั่ง ผ่าน WMS Thailand
- น้ำมันเสีย/ตะกอน (133.63 ตัน) ขนส่งโดยเรือลำเลียงไปยัง WMS Thailand เพื่อกำจัด
- ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (14.08 ตัน) บีบอัดเป็นเม็ดและจัดการโดย WMS เพื่อฝังกลบ
- น้ำเสียปนเปื้อน (670.5 ตัน) แปรรูปโดยผสมเป็นเชื้อเพลิงเพื่อการแปลงเป็นพลังงาน
- หลอดฟลูออเรสเซนต์ใช้แล้ว (2 ตัน) รีไซเคิลผ่าน WMS Thailand
วิธีการกำจัด
- WMS Thailand อำนวยความสะดวกในการรีไซเคิล ฝังกลบ หรือกู้คืนพลังงานของขยะอันตราย
- สิ่งของที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ เช่น ผ้าขี้ริ้วมันๆ และโซดาไลม์ จะถูกกำจัดในทะเลภายใต้ข้อบังคับของ MARPOL
ของเสียที่ไม่เป็นอันตราย
ประเภทของขยะหลัก
- พลาสติก (50 ตัน): รีไซเคิลผ่านโรงงานที่ได้รับอนุญาต
- ขยะอาหาร (151.5 ตัน): กำจัดตามข้อกำหนดของ MARPOL
- ขยะในครัวเรือน (508.8 ตัน): ส่งต่อไปยัง WMS Thailand เพื่อการจัดการที่เหมาะสม
- เศษโลหะ (67.3 ตัน): รีไซเคิลหรือฝังกลบ
- บรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว (116.1 ตัน): รีไซเคิลผ่านพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานของ WMS Thailand
โครงการรีไซเคิล
- ขยะกระดาษและไม้ (100.5 ตัน) ได้รับการรีไซเคิล ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการอนุรักษ์ทรัพยากร
แนวปฏิบัติการแยกและกำจัดของเสีย
ของเสียจากเรือ
- คัดแยกเป็นประเภทของแข็งและของเหลว
- จัดการตามข้อกำหนดของ MARPOL โดยกำจัดในทะเลหรือส่งไปยัง WMS Thailand เพื่อดำเนินการจัดการที่ได้รับอนุญาตของเสียบนฝั่ง
ของเสียบนฝั่ง
- ขยะอันตราย เช่น พลาสติกและหลอดฟลูออเรสเซนต์ จะถูกนำไปรีไซเคิลผ่านโรงงานที่ได้รับการรับรองจาก WMS Thailand
- ขยะที่ไม่เป็นอันตราย เช่น เฟอร์นิเจอร์เก่า จะถูกบริจาคให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือขายให้กับพนักงาน โดยขยะที่เหลือจะถูกส่งไปยังหลุมฝังกลบของเทศบาล
รายละเอียดการใช้กระดาษของบริษัท เมอร์เมด ซับซี เซอร์วิชเซส (ไทยแลนด์) จำกัด (MSST) (305-1a)
ปี 2566 2567 เป้าหมาย จำนวนกระดาษที่ใช้ (ยก) 83 ยก 93 ยก 84 ยก
(ลดลงร้อยละ 10)การใช้กระดาษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
MSST บันทึกการเพิ่มขึ้นของการใช้กระดาษจาก 83 ยกในปี 2566 เป็น 93 ยกในปี 2567 ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 12 ต่อปี เพื่อแก้ไขเรื่องนี้ MSST ได้ตั้งเป้าหมายความยั่งยืนเพื่อลดการใช้กระดาษลงร้อยละ 10 ภายในปี 2568 โดยสอดคล้องกับหลักการของ GRI(305-1a)ที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้กระดาษ
การผลิตกระดาษส่งผลกระทบอย่างมากต่อการตัดไม้ทำลายป่า การใช้น้ำ และพลังงาน ซึ่งนำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ การทิ้งขยะกระดาษอย่างไม่เหมาะสมยังก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทนระหว่างการย่อยสลาย โดย MSST ตั้งเป้าที่จะลดรอยเท้าคาร์บอนและใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการลดการใช้กระดาษ
มาตรการเพื่อลดการใช้กระดาษ
เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน MSST กำลังดำเนินการริเริ่มดังต่อไปนี้:
- การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล การเปลี่ยนไปใช้เอกสารดิจิทัลเพื่อลดการพึ่งพากระดาษ
- แคมเปญสร้างความตระหนักแก่พนักงาน ส่งเสริมวัฒนธรรม "คิดก่อนพิมพ์"
- การรีไซเคิลกระดาษ การตรวจสอบให้แน่ใจว่ากระดาษที่ใช้แล้วถูกเก็บและรีไซเคิลอย่างเหมาะสม
- การจัดซื้อกระดาษที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- การจัดหากระดาษที่มีส่วนประกอบจากวัสดุรีไซเคิลสูงและใช้วิธีการผลิตที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ
พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ (PM Thoresen Asia Holdings: PMTA)
แนวทางการบริหารจัดการ
ในการดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตรของ PMTA จะมีการว่าจ้างผู้รับเหมาที่มีใบอนุญาตในการเก็บรวบรวม การขนส่ง การบำบัด และการกำจัดของเสีย เพื่อเข้ามาจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนาม ทั้งที่เป็นของเสียอันตราย และไม่เป็นอันตราย ซึ่งสอดคล้องตามกฎหมายและข้อบังคับของประเทศเวียดนาม
- บริษัท Phu My Xanh Environment Investment Joint Stock Company ทำหน้าที่รวบรวม และขนส่งขยะในครัวเรือนไปยังสถานที่บำบัดที่ถูกต้องตามกฏหมาย
- บริษัท Ka Loc ทำหน้าที่รวบรวม ขนส่ง บำบัด และทำลายขยะทั่วไป และขยะอันตราย

PMTA กำหนดให้มีการแยกประเภทขยะตามระเบียบข้อบังคับต่างๆ และการดูแลการขนส่งของเสียให้เป็นไปอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการวางระบบการบำบัดน้ำเสียและการควบคุมดูแลการปล่อยมลพิษในอากาศ โดยพยายามควบคุมไม่ให้เกิดมลพิษจากการบำบัดน้ำเสีย หรือต้องบำบัดให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่ปี 2562 PMTA ได้มีการดำเนินโครงการนำยางที่ใช้แล้วกลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนการซื้อเชื้อเพลิงมาใช้ของบริษัท และช่วยลดปริมาณ ก๊าซซัลเฟอร์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม PMTA ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการของเสียอย่างยิ่ง และได้ดำเนินการตรวจสอบ ติดตามผล และรายงานการบริหารจัดการของเสียต่อภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ
ผลการดำเนินงาน
ประเภทขยะและของเสีย ปริมาณขยะและของเสีย (กิโลกรัม) 2565 2566 2567 ขยะและของเสียไม่อันตรายทั้งหมด 99,078 88,662 95,638 ขยะและของเสียอันตรายทั้งหมด 20,682 14,988 22,090
